22 เรื่องจริงของ Kate Chopin สตรีผู้กล้าพูดเรื่องความปรารถนาของผู้หญิง ในยุคที่สังคมสั่งให้เธอเงียบ!

Last updated: 14 มิ.ย. 2569  |  15 จำนวนผู้เข้าชม  | 

22 เรื่องจริงของ Kate Chopin สตรีผู้กล้าพูดเรื่องความปรารถนาของผู้หญิง ในยุคที่สังคมสั่งให้เธอเงียบ!

22 เรื่องจริงของ เคท โชแปง (Kate Chopin: 1850-1904)

สตรีผู้ประพันธ์ การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า (The Awakening)

วรรณกรรม 'เพชรน้ำเอกแห่งอเมริกา' ที่ทำให้เธอหลับใหลไปเกือบกว่าศตวรรษ!
..,

1. สายเลือด ไอริช + ฝรั่งเศส : สัญชาติ อเมริกัน

▪️เคท โชแปง (Kate Chopin: 1850-1904) หรือชื่อเดิม แคทเธอรีน โอ ฟลาเออร์ตี (Catherine O'Flaherty) เกิดวันที่ 8 ก.พ. ค.ศ. 1850 ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา
▪️เป็นบุตรคนที่สองของ นายโธมัส โอฟลาเออร์ตี (Thomas O'Flaherty) พ่อค้าผู้มั่งคั่งจากไอร์แลนด์ และ นางอีไลซา ฟาริส (Eliza Faris) ซึ่งสืบเชื้อสายฝรั่งเศสจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเซนต์หลุยส์

2. สังคมครีโอล (Creole)

▪️เธอเติบโตมาด้วยการพูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ปนเปกับวัฒนธรรมยุโรปและอเมริกา โดยพำนักอยู่ในย่านชุมชนครีโอล (Creole) ซึ่งเป็นชุมชนคนผิวขาวที่สืบเชื้อสายฝรั่งเศสจากบรรพบุรุษที่มาตั้งรกรากในอเมริกา
▪️โลกของคนครีโอลเต็มไปด้วยมารยาท ศาสนา เกียรติ ชื่อเสียงตระกูล การแต่งงานที่เหมาะสม ฯลฯ
▪️แต่ภายใต้ความหรูหราเหล่านั้น กลับมีแรงกดทับมหาศาล และเคทเห็นมันตั้งแต่เด็ก

3. เธอถูกเลี้ยงดูโดย 'ผู้หญิงหม้ายผู้เข้มแข็ง' และในบ้านที่แทบไม่มีผู้ชาย

▪️บิดาเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อเธออายุ 5 ขวบ
▪️นับแต่นั้นมา ผู้หญิงในบ้าน เช่น คุณทวด คุณยาย และมารดา จะเป็นผู้ดูแลเธอ (ทั้งหมดล้วนเป็นหม้าย)
▪️ทวดของเคทพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส และสอนให้เธอเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง โดยมักเล่าเรื่องราวในอดีตให้เธอฟัง โดยเฉพาะเรื่องของผู้หญิงแกร่งในตระกูล เช่น ยายทวดที่เป็นนักธุรกิจในรัฐมิสซิสซิปปี

4. บ้านของเธอมีทาส

▪️แม้ว่าบ้านของเธอจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมให้รู้จักกับ 'ความเข้มแข็ง' และ 'ความโดดเดี่ยว' จากการสูญเสีย
▪️แต่การที่บ้านของเธอมีทาสถึง 4 คน ก็เป็นหนึ่งในด้านที่ทำให้งานของเธอมีความย้อนแย้งแบบอเมริกายุคนั้นอย่างชัดเจน
▪️ภายหลังเธอจึงเขียนถึงคนยากจน คนผิวดำ และอดีตทาสด้วยความเป็นมนุษย์ที่สมจริง

5. เคท โชแปง เป็นนักอ่านตัวฉกาจ/เปี่ยมด้วยการศึกษารอบด้าน

▪️ในยุคที่เด็กผู้หญิงน้อยคนจะได้เรียนหนังสือ เคทเข้าโรงเรียนสตรีคาทอลิกชื่อ St. Louis Academy of the Sacred Heart
▪️เธอเรียนภาษาเยอรมัน วิทยาศาสตร์ วรรณคดี เย็บปักถักร้อย และเล่นเปียโนเก่ง
▪️เธออ่านทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส — นิทานกริมม์, ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน, บทกวี, เรื่องสอนใจศาสนา, เรื่องสำหรับเด็ก โดย ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ | นิยายคลาสสิคและร่วมสมัย ผลงานของ ชาร์ลส์ แลมบ์, ชาโตบริอองด์, เกอเธ่, วิคเตอร์ อูโก และ เฮนรี วาดส์เวิร์ท ลองเฟลโลว์

6. เด็กหญิงผู้ต่อต้านการแบนหนังสือ

▪️ครั้งหนึ่งเคทเขียนบทความต่อต้านการแบนหนังสือเยาวชน เธอบอกว่าเด็กส่วนใหญ่เห็นว่าหนังสือที่ถูกแบนน่าอ่าน
▪️และเธอเชื่อว่าเยาวชนเรียนรู้ได้ดีที่สุดด้วยตัวเองจากประการณ์และการสังเกต
▪️กระทั่งเธอชี้ว่า 'การยัดเยียดคำสอนบางอย่างเป็นการปล้นชิงสติปัญญาของเด็กไป'

7. วัย 18 ปี กับ 'การออกงานสังคม' ที่เธอเกลียด...

▪️เมื่อเคทเรียนจบในวัยสิบแปดปีก็ถึงเวลาต้องออกงานสังคมเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสม
▪️แต่เธอแอบเขียนในบันทึกว่า

❝ทั้งหมดช่างน่ารำคาญ — ฉันอยากให้มันจบเสียที ฉันเพิ่งได้เขียนลงสมุดเป็นครั้งแรกในช่วงหลายเดือน งานปาร์ตี้ โอเปร่า คอนเสิร์ต การเล่นสเกต และงานรื่นเริงไม่รู้จบสิ้น ทำฉันเสียเวลาไปมาก การอ่านและการเขียนที่ฉันรักมาต้องถูกทอดทิ้ง❞ และเขียนต่ออีกว่า ❝ฉันเต้นรำกับคนที่ฉันชัง สนุกกับผู้ชายที่มีดีแต่ที่ปลายเท้า❞

▪️กระทั่ง เธอมองศิลปะการเข้าสังคมอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยประโยคที่เธอแสดงความเห็นอย่างปรัชญาแบบเจ็บแสบว่า ❝ไม่จำเป็นต้องมีวาทศิลป์...เราแค่ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าให้ดูพึงใจและผิดหวัง แปลกใจ ขัดใจ แต่ในทุกสถานการณ์ — ต้องทำท่าสนอกสนใจและสนุกสนาน❞

8. ชีวิตช่วงแต่งงาน

▪️เมื่อเคทอายุ 20 ปี เธอได้แต่งงานกับ ออสการ์ โชแปง (Oscar Chopin) บุตรชายวัย 25 ปีของชาวไร่ฝ้ายเชื้อสายครีโอล-ฝรั่งเศส ผู้ร่ำรวยจากรัฐลุยเซียนา
▪️หลังจากฮันนีมูนนานสามเดือนที่ยุโรป ทั้งคู่ก็กลับมาพำนักในเมืองนิวออร์ลีนส์ โดยออสการ์ประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าค้าฝ่าย
▪️เธอมีลูกคนแรกหลังแต่งงานหนึ่งปี ในหน้าร้อนเคทมักพาลูกๆ ไปพักผ่อนที่เกาะแกรนด์-สถานที่พักผ่อนที่ชาวครีโอลชั้นสูงนิยมไปเที่ยวเพื่อหนีฤดูระบาดของโรคอหิวาต์และไข้ในเหลืองในนิวออร์ลีนส์ ต่อมาเคทใช้เกาะแห่งนี้เป็นฉากใน The Awakening

9. ลูก 6 คน และสภาพหลังสงครามกลางเมือง

▪️หลังสงครามกลางเมือง ชีวิตผู้คนในรัฐลุยเซียนาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนประชากรในรัฐนี้เคยมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ
▪️แต่บัดนี้ มีรายได้ติดอันดับต่ำของประเทศ สงครามกวาดทรัพย์สินหนึ่งในสามของรัฐและทำลายเศรษฐกิจการเกษตรที่เคยใช้ระบบแรงงานทาส บ้านไร่โรงนาถูกทิ้งร้างทรุดโทรม
▪️ส่งผลต่อครอบครัวโชแปงเช่นกัน — เมื่อเคทอายุ 29 ปี ธุรกิจของออสการ์ขาดทุนจนต้องปิดตัวลง ทั้งครอบครัวตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของสามีที่คลูติเยวิลล์ เขตแนตเคอทัช ทางตะวันตกตอนเหนือของลุยเซียนา ห่างจากนิวออร์ลีนสืประมาณ 418 Km
▪️ในปีนี้ เคทคลอดลูกสาวคนที่หกคนสุดท้อง ขณะเดียวกันออสการ์ก็ซื้อบ้านสองชั้น กู้เงินมาซื้อร้านของชำและบริหารไร่เล็กๆ หลายแห่ง

(ที่คลูติเยวิลล์ เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงเจ็ดร้อยคน มีแต่ท้องทุ่งและถนนกรำฝุ่นสายยาวเพียงสายเดียว มีทั้งคนผิวขาวและผิวดำ มีชาวครีโอลและชาวเคเจนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ซึ่งสืบเชื้อสายจากผู้ตั้งรกรากจากอะเคเดียในอเมริกาเหนือ ต่อมาเคทใช้สภาพแวดล้อมที่ลุยเซียนา เขตแนตเคอทัช เป็นฉากภายในเรื่องสั้นหลายเรื่อง รวมทั้งนิยายเรื่อง At Fault : 1890)

10. สามีปฏิบัติต่อเธอในฐานะ 'หญิงปัญญาชน'

▪️ออสการ์ปฏิบัติต่อเคทในฐานะที่เป็นปัญญาชนและค่อนข้างตามใจภรรยา
▪️เขาไม่ตำหนิที่เธอชอบดื่ม สูบบุหรี่ ขี่ม้า แต่งกายโดดเด่นกว่าผู้หญิงในแถบที่อยู่อาศัย เดินท่องเที่ยวไปตามเมือง หรือนั่งรถไฟไปไหนต่อไหนเพียงลำพัง

(ในช่วงนี้ เคท โชแปง หันมาอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และสนใจความคิดของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน, โทมัส ฮักซ์ลีย์ และ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์)

11. ความสัมพันธ์ใหม่หลังการจากไปของสามี

▪️ออสการ์เสียชีวิตลงด้วยโรคมาลาเรีย ขณะเคทอายุ 32 ปี และทิ้งหนี้ก้อนใหญ่เอาไว้ให้ แต่เธอก็สามารถบริหารกิจการของสามีต่อไปและสามารถชำระหนี้ได้เกือบทั้งหมด
▪️หลังจากนั้น เธอก็มีความสัมพันธ์กับชาวไร่ที่แต่งงานแล้วคนหนึ่ง ชื่อ อัลแบรต์ แซมพิเท จนทำให้ภรรยาของแซมพิเทอ้างว่า เคททำลายชีวิตสมรสของทั้งคู่
▪️ต่อมาเคทเขียนเรื่องสั้นชื่อ Loka มีตัวละครเอกเป็นหญิงร้ายกาจอัปลักษณ์ที่มีชื่อเหมือนภรรยาของแซมพิเท

(อาจารย์วรรณกรรมให้ความเห็นว่า แซมพิเทอาจเป็นที่มาของตัวละคง อัลเซ ใน The Awakening เนื่องจากหากเขียนซื่อสกุลย่อแล้วจะได้ว่า "Al. S-----é")

12. ย้ายกลับมาตุภูมิ เพื่อมาพบความตายของผู้เป็นแม่?

▪️สองปีหลังจากสามีตาย เคทขายกิจการทุกอย่างแล้วย้ายกลับไปเซนต์หลุยส์ตามคำชวนของแม่ ตอนนั้นเซนต์หลุยส์เป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการค้า ซึ่งต่างจากเมืองที่เธออยู่
▪️หนึ่งปีต่อมา เมียของเคทก็เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นเคทต้องเลี้ยงลูกหกคนเพียงลำพัง โดยบุตรคนโตมีอายุสิบสี่ปี
▪️หลังแม่ของเธอจากไปไม่กี่เดือน เคทตัดสินใจซื้อบ้านสองชั้นด้วยเงิน 1 หมื่น 8 พันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย

13. แพทย์เพื่อนสนิทแนะนำให้เขียนหนังสือระบายความเศร้า

▪️เฟรเดอริค โคลเบนเฮเยอร์ (Frederick Kolbenheyer) แพทย์ประจำตัวหัวก้าวหน้าที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท
▪️เขาเป็นคนที่ปฏิเสธนรกสวรรค์และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งผลักดันให้เคทละทิ้งความเชื่อทางศาสนาคาทอลิกด้วย และแนะนำให้เธอเพื่อช่วยระบายความเสียใจ
▪️อีกทั้ง การเขียนหนึ่งสือจะช่วยให้เคทมีรายได้เพิ่มเติม เพราะนักเขียนสมัยนั้นได้ค่าบทกวีประมาณเรื่องละ 15-35 เหรียญ หากเขียนนวนิยายก็จะได้เงินหลายร้อยเหรียญ

(อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของเคทมาจากการเก็บค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ลุยเซียนาและเซนต์หลุยส์)

14. อิทธิพลของ กีย์ เดอ โมปัสซังต์ ต่อ เคท โชแปง

▪️นักเขียนที่เคทชื่นชมคือ กีย์ เดอ โมปัสซังต์ (Guy de Maupassant: 1850-1893)
▪️ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสที่มีอายุเท่ากับเคท เธอชื่นชมถึงขนาดเคยแปลเรื่องสั้นหลายเรื่องของเขาเป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์ในนิตยสาร
▪️และเธอเขียนถึงเขาในบันทึกว่า ❝นี่คือชีวิต ไม่ใช่นิยาย...นี่คือผู้ชายที่หลุดพ้นจากขนบธรรมเนียมและอำนาจ คนที่เข้าไปในตัวเอง และมองดูชีวิตผ่านชีวิตของเขาด้วยดวงตาของเขา และบอกเล่าสิ่งที่เขาเห็นให้เราฟังอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา❞

15. นิตยสาร: พื้นที่บทกวีและเรื่องสั้น

▪️เคทเริ่มเขียนบทกวีไปตีพิมพ์ที่นิตยสารในปี 1889 ตอนนั้นเธออายุได้ 39 ปี
▪️หลังจากนั้นเธอเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนทางใต้ของลุยเซียนาลงในนิตยสารชั้นนำต่างๆ ซึ่งเธอเขียนทั้งเรื่องสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
▪️เรื่องสั้นของเคทติดตลาด เพราะแนววรรณกรรมยอดนิยมในยุคนั้นคือเรื่องราวที่มีสีสันของความเป็นท้องถิ่น อีกทั้งเขียนดีมากและรวมสมัยแม้จะอ่านในวันนี้

16. เรื่องสั้นที่โด่งดังของ เคท โชแปง

▪️เรื่องสั้นที่โด่งดังตีพิมพ์ต่างกรรมต่างวาระกันแต่ก็สามารถสร้างชื่อให้แก่เธอในฐานะ นักเขียนหญิงผู้หนึ่ง
▪️เช่น Desiree's Baby (1892), The Story of an Hour (1894), A Respectable Woman (1894), Athénaïse (1895) และ A Pair of Silk Stockings (1896)
▪️ต่อมาเรื่องสั้นของเธอได้รวมเล่มในชื่อ Bayou Folk (1894) และ A Night in Acadie (1897) ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์

17. ชุมนุมบ่ายพฤหัสฯ

▪️เคทเป็นสตรีผู้มีรสนิยมอย่างมาก เธอชอบดนตรี เต้นรำ และชอบสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับปัญญาชน ช่วงต้นทศวรรษ 1890
▪️เคทจัดงานพบปะผู้คนในแวดวงวรรณกรรมที่บ้านของเธอตอนบ่าย วันพฤหัส ซึ่งบรรดากวี นักเขียน บรรณาธิการ และศิลปีนจะมาพูดคุยสังสรรค์กัน
▪️เฟลีกซ์ลูกชายของเคท กล่าวว่า เป็นการชุมนุมของกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้า ผู้คนที่เชื่อในเสรีภาพทางปัญญา และมักจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแปลกประหลาด

('ชุมชุนบ่ายพฤหัสฯ' ที่กล่าวมานี้ ยังปรากฏอยู่ในเรื่อง The Awakening อีกด้วย)

18. ต้นฉบับที่ไร้การแก้ไข/นิยายเรื่องแรกที่ควักเงินตัวเองตีพิมพ์ และเรื่องที่สองที่ถูกทำลายทิ้ง

▪️เคทมักเขียนเรื่องของเธอรวดเดียวจบโดยแทบไม่แก้ไข เธอเขียนงานในห้องนั่งเล่น และเขียนงานสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองวัน ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการเลี้ยงลูก
▪️นิยายเรื่องแรกของเธอคือ At Fault (1890) ซึ่งเธอลงทุนตีพิมพ์ด้วยเงินตัวเอง แต่ก็ล้มเหลว เป็นเรื่องของหม้ายหญิงคาทอลิก ที่ตัดสินใจว่าควรรับรักนักธุรกิจผู้ผ่านการหย่าร้างหรือไม่
▪️เธอเขียนนิยายเรื่องที่สองชื่อ Young Dr. Gosse แต่เธอทำลายต้นฉบับไป หลังจากไม่มีสำนักพิมพ์ใดตีพิมพ์

19. The Awakening (การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า) แผลใหญ่ในสังคมอเมริกัน

▪️เคทเขียน The Awakening ในปี 1897 ตัวละครเอก คือ เอ็ดน่า ซึ่งเป็นภรรยาและแม่ที่ไม่พึงใจในชีวิตของตน และได้ตระหนักรู้ว่าตนต้องการอะไร
▪️นิยายเรื่องนี้พิมพ์ใน ปี 1899 และได้รับเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ในแง่ลบ บ้างว่าโสมม เป็นโรคภัย บ้างว่าเป็นพิษ และไม่เหมาะสมกับหญิงสาว ผิดศีลธรรม
▪️กล่าวคือ นักเขียนนักวิจารณ์และนักอ่านส่วนใหญ่ในสังคมอเมริกันชนสมัยนั้น ที่ได้สัมผัสต่างลงความเห็นอย่างดูถูกดูแคลน เพราะกำลังมองว่า ผู้หญิงไม่สมควรจะมีความคิดเฉกเช่นนี้

(ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว 'ความคิดเช่นนี้' หาใช่ความผิดบาปมหันต์อันใดไม่เลย!)

เคทเจ็บปวดไม่น้อยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เธอเก็บเนื้อเก็บตัว และเขียนเรื่องสั้นอีกเพียงไม่กี่เรื่องหลังจากนั้น (ผลิตงานน้อยลง) สำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะพิมพ์รวมเรื่อง สั้นของเธออีก ด้วยเกรงว่าเนื้อหาเรื่องความรักและเพศในงานเขียนของเธอโจ่งแจ้งเกินไป รวมเรื่องสั้นเล่มที่สามของเธอในชื่อ A Vocation and a Voice ตีพิมพ์ในปี 1991 หลังจากเธอเสียชีวิตถึงแปดสิบเจ็ดปี
เคทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1904 จากอาการตกเลือดในสมองหลังจากไปเที่ยวงานเซนต์หลุยส์เวิลดส์แฟร์ เมื่อเธออายุห้าสิบสี่ปี

20. Effect ที่ตามมาทำลายชีวิตเธอ

▪️เคทเจ็บปวดไม่น้อยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เธอเก็บเนื้อเก็บตัว และเขียนเรื่องสั้นอีกเพียงไม่กี่เรื่องหลังจากนั้น (ผลิตงานน้อยลง)
▪️หลายสำนักพิมพ์เลือกที่จะปฏิเสธการตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นของเธออีก ด้วยเกรงว่าเนื้อหาเรื่องความรักและเพศในงานเขียนของเธอจะโจ่งแจ้งเกินไป
▪️และ'พันธะเหล่านี้' ก็ส่งผลให้รวมเรื่องสั้นเล่มที่สามของเธอในชื่อ A Vocation and a Voice เพิ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1991 ซึ่งหลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว 87 ปี

21. ผลงานที่ถูกกลบไปพร้อมศพของเธอ

▪️เคท โชแปง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1904 จากอาการตกเลือดในสมองหลังจากไปเที่ยวงานเซนต์หลุยส์เวิลดส์แฟร์ เมื่อเธออายุ 55 ปี
▪️ด้วยเหตุนี้ The Awakening วรรณกรรมเพชรน้ำเอกจึงถูกกลบฝังไปพร้อมกับเธอ เยี่ยงมหาอัญมณีที่เลอค่าถูกฝังไปพร้อมกับพระศพแห่งมหาเทพีคลีโอพัตราฉะนั้น!
▪️กระทั่ง งานเขียนเรื่องอื่นๆ ก็ถูกนำลงไปประดับ 'สุสานวรรณกรรม' อีกด้วย ทั้งที่ควรได้ประดับ 'โลกวรรณกรรม'...

22. การตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากตายไปเกือบศตวรรษ

▪️งานเขียนของ เคท โชแปง ถูกลืมเลือนไปเกือบศตวรรษ จนกระทั่ง เพอร์ เซเยอร์สเต็ด (Per Seyersted)ได้นำงานเขียนมารวมเล่มและเขียนถึงชีวประวัติของเธอ ในปี 1969 เขากล่าวว่าเคท ❝เป็นผู้นำของวรรณกรรมอเมริกัน❞
▪️ส่วน เอมิลี ทอร์ธ กล่าวว่า ❝ฉันอ่านงานของเธอครั้งแรกเมื่อได้หนังสือ The Awakening จากผู้หญิงที่บอกฉันว่า 'เธอควรอ่านเล่มนี้' และคำถามข้อใหญ่ที่เราถามตัวเอง ก็คือ เคท โชแปง รู้ทั้งหมดนี้ได้อย่างไรในปี 1899❞
▪️เคทเสียชีวิตโดยไม่รู้ว่า ปัจจุบันผู้คนชื่นชมยกย่อง และศึกษางานเขียนของเธอ และเห็นว่าเธอเป็นหนึ่งในนักเขียน ที่ 'มาก่อนกาล'

(ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง...ที่งานเขียนฉบับหนึ่ง ไม่สามารถตอบสนองพระคุณผู้ให้กำเนิดมันได้ในยามที่มีชีวิตอยู่ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมันตั้งใจจะอกตัญญูโดยนิสัย แต่เพราะยุคสมัยไม่อาจมีอะไรมารองรับสำหรับความเข้าใจ 'การตื่นขึ้น' นี้ได้ แม้กระทั่งทฤษฎี นอกเสียจากจารีตและศีลธรรมที่คร่ำคร่าอันสืบทอดมาตั้งแต่บรรพกาล! )
=====

คลิกสั่งซื้อ การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า (The Awakening)



=====

หรือคลิกสั่งซื้อ Set วรรณกรรมในวงเล็บ ครบชุด
ในราคาสุดประหยัด

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้