ประเทศนี้เป็นของราษฎร! ย้อนรำลึกบทสนทนาวาระสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลง 2475

Last updated: 24 มิ.ย. 2569  |  46 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ประเทศนี้เป็นของราษฎร! ย้อนรำลึกบทสนทนาวาระสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลง 2475

94 ปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของสยามจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่รัฐธรรมนูญ

และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยของเราก็กำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษแรกของการปฏิวัติ 2475 อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้คนจำนวนมากมักจดจำเพียงภาพของ 'การยึดอำนาจ' หรือ 'การเปลี่ยนแปลงการปกครอง' ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่สั่นสะเทือนสังคมไทยอย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน คือ 'การปะทะกันของโลกทัศน์' และ 'สำนึกทางประวัติศาสตร์' ระหว่างผู้คนสองยุคสมัย คือ ผู้ที่เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ชาติถูกขับเคลื่อนโดยพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ กับ ผู้ที่เชื่อว่า ประชาชนธรรมดาคือเจ้าของประเทศ และควรเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง

จุดเริ่มต้นของการปะทะดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนในคำประกาศก้องของคณะราษฎร ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนในวันยึดอำนาจ โดยมีข้อความว่า

❝ ประเทศเรานี้เป็นของราษฎรไม่ใช่เป็นของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิศรภาพพ้นมือข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิปและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน

❝ ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมสมบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่อดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้า เป็นทาษพวกเจ้า-หมดสมัยที่จ้าวทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริยะ" นั้นก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรจริงๆ ถ้วนหน้า ❞


คำประกาศดังกล่าวมิได้เป็นเพียงถ้อยคำทางการเมือง แต่เป็นการท้าทายความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยทั้งระบบ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งคำถามต่อบทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะ 'ผู้กำหนด' ความเจริญ ความก้าวหน้า และชะตากรรมของประเทศ อีกทั้งเสนอความคิดใหม่ว่า 'ราษฎร' ต่างหากที่เป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์

แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงในวันที่คณะราษฎรยึดอำนาจได้สำเร็จ หากเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ภายหลังจากไม่นาน ได้เกิดบทสนทนาทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย บทสนทนาระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ ผู้นำคณะราษฎร ที่ชี้ให้เห็นถึงการปะทะกันทางภูมิปัญญาคือ สำนึกทางประวัติศาสตร์ บทสนทนาที่มิใช่เพียงเรื่องของอำนาจ หากเป็นการต่อรองกัน ที่ค่อยๆ พัฒนากลายเป็นความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ และนำไปสู่เหตุการณ์สละราชสมบัติในปี 2477 ในที่สุด

กล่าวได้ว่า การปะทะกันทางภูมิปัญญาเกิดขึ้นเมื่อ 'คณะราษฎร' ได้ออกประกาศแถลงการณ์ฉบับแรกที่มีข้อความปฏิเสธและโจมตีพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์แห่งราชวงศ์จักรีที่ผ่านมา อันเป็นประกาศที่วางอยู่บนความเปลี่ยนแปรของสำนึกทางประวัติศาสตร์ของตน ซึ่งเป็นพลังผลักดันทางภูมิปัญญาที่ทำให้กระทำการยึดอำนาจมาจากองค์อธิปัตย์เดิม ในขณะเดียวกันแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงยอมรับการยึดอำนาจครั้งนี้ เพราะว่าพระองค์ก็ทรงรับรู้สถานการณ์ดีอยู่แล้วว่าเวลาของการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใกล้สิ้นสุด และพระองค์เองก็ทรงเตรียมการ 'เล่นไพ่' รัฐสภาโดยการพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เมื่อพระองค์ได้ข่าวการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงทรงเห็นว่าทรงดำเนินการไม่ทันการช้าไป และที่คณะราษฎรทำไปไม่ทรงโกรธกริ้ว แต่ด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ของความเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี จึงทำให้พระองค์รู้สึกเจ็บใจและเสียใจ ที่ประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎรได้ประณามพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอย่างร้ายกาจและไม่เป็นความจริงเลย และทรงแสดงพระราชดำริว่าจะทรงสละราชย์สมบัติ

เมื่อคณะราษฎรได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็ได้เข้าเฝ้าขอพระราชทานอภัยโทษพระยาพหลฯ หัวหน้าคณะราษฎร ได้กราบบังคมทูลในการทำพิธีขอพระราชทานอภัยโทษ ในวันที่ 7 ธันวาคม 2475 ความว่า

❝ การที่พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ประกาศกล่าวข้อความในวันเปลี่ยนแปลงด้วยถ้อยคำอันรุนแรง กระทบกระเทือนถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ด้วยมุ่งถึงผลสำเร็จทันทีทันใดเป็นใหญ่ สมเด็จพระมหากษัตราธิราชในพระบรมราชวงศ์จักรีตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้ทรงมีส่วนทำความเจริญมาสู่ประเทศสยามตามกาลสมัย ❞


เห็นได้ว่าคณะราษฎรนั้นผ่อนปรนการใช้ภาษาให้ดูมีความรุนแรงน้อยลง แต่ก็มิได้ยอมรับความเป็น 'ผู้กำหนด' แต่เพียงผู้เดียวของพระมหากษัตริย์ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอบความว่า

❝ ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ในการที่ได้มากระทำพิธีขอขมาต่อตัวข้าพเจ้าและพระราชวงศ์จักรีในวันนี้....ข้อที่ข้าพเจ้าดีใจมากนั้นคือในคำขอขมานั้น ท่านได้กล่าวถึงสมเด็จพระมหากษัตราธิราชและเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีว่าได้มีส่วนในการนำความเจริญมาสู่ประเทศไทยด้วยหลายพระองค์ด้วยกัน นั้นเป็นความจริง ในคำประกาศวันที่ 24 มิถุนายนนั้น ข้อความที่ทำให้ข้าพเจ้าเองและสมาชิกของพระราชวงศ์จักรีรู้สึกโทมนัสอย่างยิ่ง คือในข้อที่ทำให้เข้าใจว่า พระราชวงค์ไม่ได้ทำความเจริญให้แก่ประเทศสยามอย่างหนึ่งอย่างใดเลย ข้อนั้นทำให้สมาชิกในพระราชวงศ์จักรีทั่วไปโทมนัสน้อยใจและแค้นเคืองมาก....เมื่อท่านได้ทำพิธีเช่นนี้ในวันนี้ ก็แสดงให้เห็นชัดว่าการใดๆ ที่ท่านได้ทำไปนั้น ท่านได้ทำไปเพื่อหวังประโยชน์แก่ประเทศแท้จริง ท่านได้แสดงว่าท่านเป็นผู้ที่มีน้ำใจกล้าหาญทุกประการ ท่านกล้ารับผิดเมื่อรู้สึกว่าตนได้ทำการพลาดพลั้งไปดังนี้ เป็นการที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไว้ใจในตัวท่านยิ่งขึ้นอีกมาก ในข้อนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอันมาก ❞


ก่อนที่จะอธิบายถึงเหตุที่ทำให้คณะราษฎรผ่อนปรนและยอมรับในการ 'มีส่วน' กำหนดวิถีประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและผลกระทบต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จากการยอมรับเช่นนี้เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งได้เกิดขึ้นภายหลังการขอพระราชทานอภัยโทษสองวันคือ ในวันที่ 10 ธันวาคม มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ข้อสำคัญที่ปรากฏชี้ให้เห็นถึงผลกระทบมาจากการขอพระราชทานอภัยโทษคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรได้เสนอให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เห็นชอบ ดังปรากฏในการแก้ไข 'คำปรารภ' จากเดิม ที่ปรีดีเป็นผู้ร่าง ความว่า

❝ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า

❝ โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ❞


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงแก้ไข และปรากฏข้อความที่ชี้ให้เห็น ชัดเจนถึงสำนึกทางประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีดังความที่ว่า

❝ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศความพระราชปรารภว่า ข้าราชการทหารพลเรือน และอาณาประชาราษฎรของพระองค์ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อให้สยามราชอาณาจักรได้มีการปกครองตามวิสัยอารยประเทศในสมัยปัจจุบัน

❝ ทรงพระราชดำริเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชจักรีวงศ์ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ผ่านสยามพิภพ ทรงดำเนินพระราโชบายปกครองราชอาณาจักรด้วยวิธีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายในทศพิธราชธรรมจรรยา ทรงทำนุบำรุงประเทศให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบมาครบ 150 ปีบริบูรณ์ ประชาชนได้รับพระบรมราชบริหารในวิถีความเจริญนานาประการโดยลำดับ จนบัดนี้มีการศึกษาสูงขึ้นแล้ว มีข้าราชการประกอบด้วยวุฒิปรีชา ในรัฐาภิปาลนโยบายสามารถนำประเทศชาติของตน ในอันที่จะก้าวหน้าไปสู่สากลอารยธรรมแห่งโลกโดยสวัสดี สมควรแล้วที่จะพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ข้าราชการและประชาชนของพระองค์ได้มีส่วนเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามตามประสงค์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นการชั่วคราว ❞


บนรากฐานของความแตกต่างในความสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในกลุ่มคนทั้งสองฝ่ายนี้เอง ได้นำมาซึ่งบทบาททางการเมืองที่ต่างกันทำให้มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น ทางด้านกลุ่มคณะราษฎรเองการที่ยอมผ่อนปรนและยอมรับในการที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีได้ทรง 'มีส่วน' ในการกำหนดความก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาตินั้น เป็นผลมาจากข้อจำกัดในความเปลี่ยนแปรทางความคิดของกลุ่ม 'คณะราษฎร' ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นข้าราชการที่ดำรงอยู่ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฐานะกลไกที่จะดำเนินไปเพื่อทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้สำนึกเชิงปัจเจกชนของตนเป็นสำนึกเชิงปัจเจกชนที่จำกัดอยู่ในระดับ 'มหาบุรุษ'

ซึ่งการอธิบายประวัติศาสตร์แบบราชวงศ์จักรีนั้นถือได้ว่าเป็นแบบ 'มหาบุรุษ' ได้เหมือนกัน เมื่อประกอบเข้ากับความเป็นจริงหลายอย่างที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีได้ทรง 'กระทำ' จึงทำให้คณะราษฎรสามารถยอมรับในบทบาทของพระมหากษัตริย์ที่ 'มีส่วน' ในการนำความเจริญก้าวหน้าสู่ประเทศชาติได้

อนึ่ง การอธิบายการผ่อนปรนของคณะราษฎรนั้นอาจพิจารณาได้อีก ด้านหนึ่ง กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 เป็นการก่อหวอดภายในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจรัฐเข้มแข็งอยู่ไม่น้อย เงื่อนไขของคณะราษฎรที่จะทำการหาพื้นฐานการสนับสนุนให้กว้างขวางเป็นไปได้ลำบาก ดังปรากฏในการชักชวนผู้เข้าร่วมของขุนศรีศรากรที่เล่าว่า ผู้ถูกชักชวนบางท่านเห็นด้วยแต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมเพราะเกรงจะได้รับโทษ

ดังนั้น การหักหาญกับองค์อธิปัตย์เก่าในทันทีที่ยึดอำนาจได้สำเร็จ อาจส่งผลเสียหายแก่การจะรักษาอำนาจที่ยึดมาได้ มีผู้ที่สนใจในการผ่อนปรนของคณะราษฎรท่านหนึ่งได้กล่าวเปรียบกับเหตุการณ์ในต่างประเทศไว้ว่า

❝ ในเรื่องการประนีประนอม....เป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงอะไรในประวัติศาสตร์ยุคใหม่อย่างพวกจาโคแบลงในฝรั่งเศส....คะแนนที่ให้ประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์เป็น...361/360 อันนี้ก็น่าหัวเราะว่าเราสรรเสริญการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียงเดียวซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าฝรั่งเศส...คำถามว่า 360 นี่คืออะไร พวกที่เปลี่ยนแปลงก็คือชนชั้นกลางที่ยังต้องการประนีประนอม เรามาดูว่าคณะปฏิวัติ (คณะราษฎร) ทำไมต้องไปหาพระปกเกล้าฯ...มันธรรมดาของการปฏิวัติและการต่อต้านปฏิวัติซึ่งไม่ใช่ว่าพอจะปฏิวัติตูม แล้วคุณเสริมอำนาจปฏิวัติได้แข็งแกร่งเลยในวันนั้น ❞


แต่การผ่อนปรนของคณะราษฎรกลับทำให้องค์อธิปัตย์เดิมนั้นมีการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระราชดำริที่ชี้ให้เห็นถึงผลของการรับรู้นี้คือ

❝ ฉันเองก็มีความหวังเช่นนั้น และยิ่งได้มีการพระราชทานขมาโทษในการที่คณะราษฎรได้ออกประกาศอันรุนแรงนั้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้มีหวังว่าฉันกับคณะราษฎรจะปรองดองกันได้ต่อไป ❞


การขอขมาโทษของคณะราษฎรได้ทำให้องค์อธิปัตย์เดิมพยายามที่จะดำรงตนเองตามสถานะเดิมตามสำนึกทางประวัติศาสตร์ของตน ดังปรากฏตั้งแต่การแสดงพระราชดำริในคำปรารถของรัฐธรรมนูญที่ใช้ให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ อันมีความหมายว่าพระองค์ทรงพระราชทานความก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติและประการสำคัญ คือ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ จากฉบับของคณะราษฎร เป็นการแก้ไขที่วางอยู่บนสำนึกของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ยังต้องการดำรงอำนาจอยู่ เพื่อที่ให้กำหนดความเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือการแก้ไขหรือเพิ่มเติมในอีกหลายมาตรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการให้พระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์มากขึ้นกว่าที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับของคณะราษฎร ดังเช่นการเพิ่มอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายได้มากกว่าเดิม

แม้ว่าในระยะแรกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงจำเป็นต้อง 'ทรงเห็นชอบด้วยทุกประการ' แต่ต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงแสดงออกถึงความไม่พอพระทัยต่อหลักการบางประการ ดังปรากฏว่าเมื่อภายหลังจากที่เกิดกรณีกบฏบวรเดช กรณีความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ได้ทรงมีพระราชบันทึกเสนอต่อรัฐบาล 4 ฉบับ และพระราชดำรัสตอบบันทึกของรัฐบาล อีก 1 ฉบับ ซึ่งในพระราชบันทึกทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันอยู่กับสถานะและอำนาจของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะพระราชบันทึกฉบับที่ 3 และ 4 ที่ทรงต้องการมีอำนาจมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถกำหนด หรือยับยั้งการกระทำใดๆ ของรัฐบาลได้ ได้แก่ การเสนอความเห็นว่าพระองค์ควรมีโอกาสที่จะเลือกสมาชิกประเภทที่ 2 ด้วยพระองค์เองบ้าง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็จะทรงมีอำนาจในการกระทำสิ่งใดๆ ได้มากทีเดียว หรือพระองค์ทรงขอเพิ่มอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายของรัฐบาล ขอให้เปลี่ยนจากเสียงข้างมากธรรมดามาเป็นเสียง 3 ใน 4 ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจแก่พระมหากษัตริย์อย่างไพศาลในการเป็น 'ผู้กำหนด' ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสังคม

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่คณะราษฎรได้ปราบกบฎบวรเดชลงได้ น่าจะทำให้คณะราษฎรมั่นใจในอำนาจและการยอมรับจากประชาชนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับข้อเสนอของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมได้ คณะราษฎรจึงตอบปฏิเสธ ซึ่งเท่ากับไม่ยินยอมให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเป็น 'ผู้กำหนด' วิถีประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ยังผลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชย์สมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477

การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงแสดงหรือพยายามเรียกร้องสถานะของ 'ผู้กำหนด' วิถีประวัติศาสตร์จนถึงวันที่ทรงสละราชย์สมบัตินั้น เป็นผลอันเนื่องมาจากการที่คณะราษฎรได้ยอมรับว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรง 'มีส่วน' ในการนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติ อันทำให้พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าจะ 'ร่วมกัน' กำหนดวิถีประวัติศาสตร์ต่อไปได้ ดังปรากฏความในพระราชบันทึกของพระองค์ความว่า

❝ ฉันเองก็มีความหวังเช่นนั้น และยิ่งได้มีการขอพระราชทานขมาโทษในการที่คณะราษฎรได้ออกประกาศอันรุนแรงนั้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้มีความหวังว่าฉันกับคณะราษฎรจะปรองดองกันได้ต่อไป น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ความหวังเหล่านั้นมิได้เป็นสมหมาย อีกไม่ช้าก็เกิดมีความเห็นแตกต่างกันขึ้น...คณะราษฎรก็มีความระแวงสงสัยอยู่เรื่อยว่าคงอยากได้อำนาจกลับคืน...ฉันเสียใจ ที่จะต้องบอกตามตรงว่า ฉันไม่สามารถที่จะไว้ใจคณะราษฎรได้ และคณะราษฎรก็คงไม่ไว้ใจฉันเช่นเดียวกัน และฉันเห็นว่าเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะแห่ให้เป็นอย่างอื่น ❞


ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติแล้วก็กล่าวได้ว่า ภาระการกำหนดความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติได้ตกอยู่ในมือของคนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน บทสนทนาวาระสุดท้ายของสำนึกทางประวัติศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็ปิดฉากลง
..,

หากต้องการเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างลึกซึ้งในระดับที่มากกว่าการจดจำเพียงสถาบันหรือรายชื่อบุคคล แต่ลงไปถึงระดับของ 'สำนึก' 'โลกทัศน์' และ 'ความคิด' ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

สำนักพิมพ์ขอแนะนำหนังสือ การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงพุทธศักราช 2475:
ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปรสำนึก จากกษัตริย์ สู่ชนชั้นนำ ถึงปัจเจกชนและสามัญชน

โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์



หนังสือเล่มนี้คือหนึ่งในงานศึกษาที่สำคัญเล่มหนึ่ง เพราะผู้เขียนมิได้มองการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นเพียงเหตุการณ์ทางการเมือง

แต่มองว่าเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่ค่อยๆ สั่งสมยาวนานหลายชั่วคน จากยุคที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางของการอธิบายโลก สู่ยุคที่ชนชั้นนำสมัยใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาท และท้ายที่สุดสู่ยุคที่ 'ปัจเจกชน' และ 'สามัญชน' เริ่มตระหนักว่าตนเองก็สามารถเป็นผู้กระทำทางประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน

ร่วมสำรวจทุกแง่มุมของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดที่พลิกโฉมสังคมไทย กับหนังสือที่ชวนผู้อ่านมองประวัติศาสตร์ไทยในฐานะประวัติศาสตร์ของความคิด ความเชื่อ และการต่อสู้เพื่อกำหนดความหมายของอำนาจ เพื่อให้เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนกลุ่มเดียวยึดอำนาจสำเร็จ แต่เกิดขึ้นเพราะโลกทัศน์แบบเดิมกำลังสิ้นสุดลง และโลกทัศน์แบบใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้นในสังคมไทย


คลิกสั่งซื้อชุดหนังสือประวัติศาสตร์ที๋โรงเรียนไม่ได้สอน 
ในราคาพิเศษ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้