Last updated: 16 มิ.ย. 2569 | 40 จำนวนผู้เข้าชม |
-- บางส่วนจากในเล่ม
'อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน'
โดย ธิกานต์ ศรีนารา
..,
ในท้ายที่สุดนี้ คงจะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง หากจะขอจบหนังสือเล่มนี้ลงด้วยข้อเสนออันแหลมคมของ เจฟฟ์ เอลีย์ (Geoff Eley) ในหนังสือ A Crooked Line: From Cultural History to the History of Society (2005) ของเขาที่ว่าด้วยนัยสำคัญต่างๆ ที่เขาค้นพบและได้เรียนรู้จากการอ่านงานเขียนของธอมป์สัน (E.P. Thompson) ซึ่งเอลีย์สกัดออกมาเป็นประเด็นสำคัญ 7 ประเด็นคือ
1. ประวัติศาสตร์ของธอมป์สันเป็นประวัติศาสตร์ในเชิงต่อต้านคัดค้าน มันเผยให้เห็นจารีตประเพณีว่าด้วยประชาธิปไตยของประชาชนที่ถูกกำราบเอาไว้ จารีตประเพณีซึ่งสามารถระดมกำลังกันเพื่อเป้าหมายที่เป็นการท้าทายต่อเรื่องเล่าฉบับทางการ ซึ่งว่าด้วยประวัติศาสตร์อังกฤษที่มักถูกเสนอในฐานะเรื่องราวอันแสนโรแมนติคเกี่ยวกับวิวัฒนาการของระบอบรัฐสภาที่ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสงบราบเรียบ
งานเขียนของธอมป์สันเผยให้เห็นการมีอยู่ของจารีตประเพณีที่ปฏิวัติ ซึ่งถูกหล่อหลอมในความคิดประชาธิปไตยแบบราดิคัลของขบวนการฌากอแบ็ง (Jacobins) แห่งทศวรรษ 1790 ที่จากนั้นถูกผลักลงสู่ใต้ดินโดยการปราบปรามของชนชั้นปกครอง หากแต่ความต่อเนื่องนี้ก็ได้จรรโลงรักษาตัวมันเองเอาไว้ในฐานะ ‘จารีตประเพณีนอกกฎหมาย’ จากนั้นก็เชื่อมประสานเข้ากับขบวนการแรงงานแห่งยุคสมัยที่เศรษฐกิจกำลังถูกทำให้กลายเป็นเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมใหม่ และปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในฐานะลัทธิราดิคัลในทศวรรษ 1810 มันแสดงให้เห็นว่าสังคมอังกฤษและสถาบันต่างๆ ของมันถูกทำให้มั่นคงปลอดภัยได้เรื่อยมา ก็แต่เพียงจากการต่อสู้ของประชาชนกับความอยุติธรรม ความรุนแรง และการขูดรีดเท่านั้น ซึ่งในการทำเช่นนี้ผู้ที่ประสบความสำเร็จอีกคนก็คือเพื่อนชาวมาร์กซิสต์ของธอมป์สันที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ (Christopher Hill) ซึ่งให้ความหมายใหม่แก่สงครามกลางเมืองในศตวรรษที่ 17 ในฐานะ ‘การปฏิวัติอังกฤษ’ นั่นเอง
ขณะที่นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ก็ยืนยันว่า ความขัดแย้งทางสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำให้ความก้าวหน้าของสังคมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง และประชาธิปไตยที่ดีก็ต้องเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวแบบรวมหมู่ การเมืองมวลชน และการลุกฮือต่อต้านระบอบการเมืองที่มีฐานอันคับแคบ ทุจริตคอรัปชั่น และบีบบังคับกดขี่บีฑา
2. ธอมป์สันได้บุกเบิกแผ้วถางจารีตทางวัฒนธรรมแห่งชาติของฝ่ายซ้ายอังกฤษขึ้นมา ที่โดดเด่นอย่างมากคืองานเขียนในเชิงเพ้อฝันจินตนาการของ วิลเลียม เบลค (William Blake) และกวีที่สำคัญๆ ในทศวรรษ 1790 และต้นทศวรรษ 1800 พร้อมด้วยการวิพากษ์ลัทธิอุตสาหกรรมนิยมโดยใช้แนวคิดโรแมนติค และการวิพากษ์ทางวัฒนธรรมแบบยูโทเปียนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ กล่าวได้ว่า ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานของศตวรรษที่ 19 นั้น จารีตในเชิงโต้แย้งต่อต้านเช่นนี้ยังรวมไปถึงความคิดต่างๆ ของ วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) ซึ่งธอมป์สันได้เสนอไว้ในหนังสือเล่มมหึมาด้วย
กล่าวได้ว่างานเขียนของธอมป์สันมาบรรจบกันพอดีกับงานเขียนที่ทรงอิทธิพลต่อคนร่วมสมัยพอๆ กันอย่าง Culture and Society และ The Long Revolution ของ เรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาและเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของขบวนการซ้ายใหม่ที่สำคัญอีกหนึ่งคน โดยแรงกระตุ้นที่สำคัญของวิลเลียมส์ในการเขียนหนังสือเหล่านี้ขึ้นมาก็คือ แรงกระตุ้นในทางตรงกันข้ามหรือแรงกระตุ้นในเชิงต่อต้าน ซึ่งเป้าหมายของเขาคือการตอบโต้ต่อแนวคิดที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดเอาไว้โดยพวกปฏิกิริยาฝ่ายขวา
3. ธอมป์สันได้เผยให้เห็นความคลุมเครือและความซับซ้อนของประวัติศาสตร์วัฒนธรรม โดย The Making of the English Working Class ศึกษาวิธีการที่ประสบการณ์ขนาดมหึมา อันเป็นผลลัพธ์ของการขูดรีดของนายทุนและการปราบปรามทางการเมืองในช่วงระหว่างทศวรรษ 1790 ถึงทศวรรษ 1820 กลายเป็นสิ่งที่ถูกรับมือ / จัดการโดยสามัญชนในมิติทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยพุ่งความสนใจเป็นการเฉพาะไปที่ความเชื่อทางการเมืองและจารีตต่างๆ ของประชาชนซึ่งพวกเขาเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน การเขียนงานเช่นนี้ออกมาในช่วงเวลานั้น ถือว่าธอมป์สันกล้าหาญมาก เนื่องจากในต้นทศวรรษ 1960 ภายนอกการถกเถียงที่กำลังเริ่มต้นขึ้นรอบๆ วารสาร Past and Present แทบที่จะไม่มีการถกเถียงและการสนทนากันระหว่างนักประวัติศาสตร์กับนักมานุษยวิทยาเกิดขึ้น ความสนใจของธอมป์สันที่มีต่อค่านิยมของสามัญชน การปฏิบัติทางพิธีกรรม และมิติเชิงสัญลักษณ์ของชีวิตประจำวันต่างๆ ได้แนะนำให้รู้จักกับชาติพันธุ์วรรณนาเชิงประวัติศาสตร์ (historical ethnography) อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่อมาจะถูกทำให้เป็นจริงอย่างรุ่มรวยมากในงานเขียนของเขาเกี่ยวกับเวลาและวินัยในการทำงาน ‘ดนตรีหยาบๆ’ (rough music) และเศรษฐกิจศีลธรรม (the moral economy)
ต่อมาธอมป์สันได้อธิบายว่า การที่เขาพุ่งความสนใจไปที่หลายประเด็น เช่น ลัทธิพ่อปกครองลูก การลุกฮือ การล้อมรั้ว สิทธิร่วม และรูปแบบเชิงพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชน ก็เพราะว่าเขาพยายามทำความเข้าใจส่วนที่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจและกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างทรงอำนาจพอๆ กับการใช้กำลังทางการทหาร ความน่ากลัวของตะแลงแกง หรือการครอบงำทางเศรษฐกิจ และที่กว้างขวางมากกว่าก็คือ งานเขียนของธอมป์สันได้วางความชอบธรรมของวัฒนธรรมประชาชนไว้ในตำแหน่งที่สำคัญยิ่ง ซึ่งงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่มีฐานะครอบงำอยู่ ปฏิเสธที่จะยอมรับมันอยู่เสมอ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายก็ไม่เต็มใจที่จะมองดูมันอย่างน่าประหลาดใจ กระนั้นอิทธิพลของธอมป์สันก็ได้ขยายเข้าไปจนถึงการศึกษาวัฒนธรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย
4. สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการวางวัฒนธรรมไว้ในตำแหน่งที่สำคัญของธอมป์สันก็คือความเป็น ‘ประชานิยม’ (populism) ชนิดหนึ่งที่ถูกหนุนเสริมโดยการให้ความสำคัญกับชีวิตและประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาสามัญอย่างเร่าร้อนและเข้มข้น การระบุอัตลักษณ์เข้ากับประชาชนด้วยท่าทีเช่นนี้ ส่อแสดงถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่โลกทางจิตใจของประชาชนเหล่านั้น ส่อแสดงถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าถึงวัฒนธรรมต่างๆ ในอดีต และส่อแสดงถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการยกเลิกข้อสมมติฐานที่ถูกจำกัดขอบเขตด้วยบริบทไปชั่วคราว
การอภิปรายของธอมป์สันใน The Making และในงานเขียนเกี่ยวกับศตวรรษที่ 18 ของเขามักจะเริ่มต้นด้วยการพินิจพิเคราะห์กรณีเฉพาะอย่างรอบคอบในฐานะปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเขาปฏิบัติต่อมันในฐานะรูปแบบที่ตกผลึกแล้วของคุณลักษณะทั่วไปของการก่อตัวทางสังคม ดังที่ปรากฏอยู่ในบทความหลายชิ้นของเขา เช่น “rough music” การวิเคราะห์จดหมายคุกคามนิรนามใน Albion’s Fatal Tree และบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจศีลธรรม
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ การวิเคราะห์ลัทธิที่เชื่อในเรื่องโลกพระศรีอาริย์ หรือเชื่อว่าพระเยซูจะจุติลงมาอีกครั้งเมื่อครบรอบหนึ่งพันปี (mille-narianism) ใน The Making การกอบกู้ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่แลดูลี้ลับและแปลกประหลาดเช่นนี้ ต้องการการประกอบสร้างความมีเหตุมีผลที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ของปรากฏการณ์เหล่านั้นขึ้นมาใหม่
5. ธอมป์สันปฏิเสธตัวแบบว่าด้วยฐานกำหนดโครงสร้างส่วนบน และการคิดของเขาก็ขนานเคียงคู่ไปกับการคิดของ เรย์มอนด์ วิลเลียมส์ ด้วย ขณะที่วิลเลียมส์พูดถึง ‘กระบวนการจริงๆ ที่จำเพาะเจาะจงและเหนียวแน่นมั่นคง’ ผ่านสิ่งซึ่งกระบวนการทางเศรษฐกิจและกระบวนการทางวัฒนธรรมวางซ้อนอยู่ด้วยกันเสมอ ธอมป์สันก็มองชนชั้นในฐานะการก่อตัวทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตัวทางเศรษฐกิจโดยที่ไม่ได้มีอันใดอันหนึ่งมีความสำคัญทางทฤษฎีเหนือกว่าอีกอัน
สำหรับวิลเลียมส์และธอมป์สันแล้ว อาณาจักรทางวัฒนธรรมทำงานอยู่ภายในอาณาจักรของการผลิตทางเศรษฐกิจและการติดต่อซื้อขายทางการตลาด และความมีเหตุผลทางเศรษฐกิจของทุนนิยมก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณามันในเชิงประวัติศาสตร์ด้วย ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่ามันได้ทำลายชุดความสัมพันธ์แรกเริ่มชุดหนึ่งซึ่งวางพื้นฐานอยู่บนการปฏิบัติในเชิงจารีตประเพณีของเศรษฐกิจศีลธรรมลงไป โดยธอมป์สันได้เสนอแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมสามัญชน (plebeian culture) ขึ้นมา เพื่อทำความเข้าใจการจัดวางวัฒนธรรมของประชาชนไว้ภายในบริบททางวัตถุที่ถูกต้องของมันด้วย ดังที่เขากล่าวว่า
วัฒนธรรมสามัญชนกลายเป็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและใช้งานได้อย่างมาก มันไม่ได้ถูกจัดวางไว้ในสายลมบางๆ ของคำว่า ‘ความหมาย’ ‘ทัศนคติ’ และ ‘คุณค่า’ อีกต่อไปแล้ว แต่มันถูกวางไว้ภายในดุลยภาพของความสัมพันธ์ทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง ภายในสภาพแวดล้อมของการทำงานที่มีการขูดรีดและมีการต่อต้านการขูดรีด และวางมันไว้ภายในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ถูกอำพรางด้วยพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับลัทธิพ่อปกครองลูก (paternalism) และการเคารพเชื่อฟังต่างๆ
6. The Making ของธอมป์สันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสนใจประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมของนายทุน และการเปลี่ยนผ่านจากศักดินานิยมไปสู่ทุนนิยมของกลุ่มนักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์อังกฤษ สำหรับ The Making นั้นมันได้เริ่มต้นขึ้นในปลายทศวรรษ 1950 ในฐานะบทแรกของตำราเรียนทั่วไปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานอังกฤษ มันได้หยิบยกเอาสองโครงการที่ยังไม่เป็นจริง ซึ่งถูกริเริ่มโดยกลุ่มนักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์อังกฤษเมื่อสิบปีก่อนขึ้นมาทำต่อ นั่นคือ การเขียนประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสต์เกี่ยวกับขบวนการแรงงานอังกฤษ และประวัติศาสตร์ทั่วไปว่าด้วยทุนนิยมอังกฤษ
ดังนั้นในแง่นี้ จึงมีงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มถูกผลิตขึ้นมาพร้อมๆ กับมันหลายชิ้น เช่น ชุดงานเขียนว่าด้วยประวัติศาสตร์อังกฤษในด้านเศรษฐกิจของฮอบส์บอว์มและของฮิลล์, บทความชิ้นต่างๆ ใน Labouring Men ของฮอบส์บอว์ม, Rural Depopulation ของ จอห์น ซาวิลล์ (John Saville) และงานเขียนอีกหลายชิ้น
นอกจากนี้ ความโกรธของธอมป์สันและการวิพากษ์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปิดกว้างขึ้น ก็ยิ่งเน้นย้ำถึงความเกี่ยวดองกันนี้ได้ชัดเจนขึ้น มันได้ยกระดับการท้าทายต่อคำอธิบายแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นไปอีก มันตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่เป็น ‘สังคมจารีต’ หรือ ‘สังคมก่อนยุคอุตสาหกรรม’ อย่างง่ายๆ ผ่านสิ่งซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกสมัยใหม่ถูกพิจารณาด้วยแนวคิดดั้งเดิม และต้องถือว่า The Making เป็นงานเขียนว่าด้วยประวัติศาสตร์สังคมทั่วไปเกี่ยวกับกระบวนการทำให้กลายเป็นทุนนิยม-อุตสาหกรรม ‘จากเบื้องล่าง’ หรือจากจุดยืนของผู้คนที่เป็นเหยื่อของมันชิ้นแรกๆ
7. โดยการบุกเบิกการวิจัยเกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชน วัฒนธรรมประเพณี และการเปลี่ยนแปลงที่ถูกหล่อหลอมขึ้นโดยกระบวนการทำให้กลายเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรม ธอมป์สันได้ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มขึ้นด้วย การศึกษาความคิดประชาธิปไตยราดิคัลของประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างทศวรรษ 1790 และทศวรรษ 1830 ตามมาด้วยการประกอบสร้างวัฒนธรรมของสามัญชนในศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาใหม่อย่างทรหดอดทนของธอมป์สัน ได้ลากเส้นแบ่งหนึ่งให้แก่พื้นที่ว่าง ซึ่งพบเห็น ‘การเมือง’ ได้ในวิถีทางที่คาดไม่ถึงต่างๆ
The Making เป็นการค้นพบการแสดงออกของคุณค่าร่วมเกี่ยวกับลักษณะของสังคมที่ดีในการปฏิบัติการ และการชุมนุมเดินขบวนสารพัดชนิดที่ ‘การวางท่าว่าตัวเองฉลาดล้ำเหนือกว่าใครๆ’ ของนักประวัติศาสตร์การเมืองดั้งเดิมยากที่จะยอมรับมันเข้าไว้ในเรื่องเล่าของพวกเขา นับตั้งแต่พิธีกรรมเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับสิ่งที่ชุมชนต้องพึ่งพา ไปจนถึงการระเบิดขึ้นแบบมวลชนของลัทธิที่เชื่อในเรื่องโลกพระศรีอาริย์ หรือเชื่อว่าพระเยซูจะจุติลงมาอีกครั้งเมื่อครบรอบหนึ่งพันปี (millenarianism) และการแสดงพลังทางตรงของขบวนการลัดไดท์ (Luddite)
ในแง่นี้ The Making จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนชิ้นสำคัญนอกจากนี้ยังมีอีกสองชิ้นที่ปรากฏขึ้นในปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 ที่นิยามกำหนดวิธีการใหม่ให้แก่การมองการเมืองของประชาชน นั่นคือ Primitive Rebels ของฮอบส์บอว์ม และ The Crowd in History ของ จอร์จ รูด (George Rude)
. . ,
บางส่วนจากเนื้อหาในหนังสือ
'อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน' 
หากยังเชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย และประวัติศาสตร์ควรเป็นเรื่องของคนทุกคน... หนังสือเล่มนี้คือหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด
เล่มเดียวจบ... ครบทุกมิติความคิด
จากชีวประวัติสู่ทฤษฎีการเมือง ที่สั่นสะเทือนวงการมาร์กซิสต์โลก
คลิกสั่งซื้อ
อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน
(E.P. Thompson : The New Left, History from Below and Commoners' Resistance)
ธิกานต์ ศรีนารา : เขียน
สิงห์ สุวรรณกิจ : คำนำ
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2569
ความหนา : 416 หน้า
ราคาปก 450 บาท
ISBN 978-616-562-086-4
16 มิ.ย. 2569
26 ต.ค. 2566