Last updated: 13 ส.ค. 2569 | 22 จำนวนผู้เข้าชม |
-- บางส่วนจากในเล่ม
'อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน'
โดย ธิกานต์ ศรีนารา
..,
เอลเลน เมกซินส์ วูด (Ellen Meiksins Wood) กล่าวสรุปรวบยอดเอาไว้น่าสนใจว่า ธอมป์สันเป็นผู้ที่ทำงานบนสมมติฐานว่าทฤษฎีมีความหมายโดยนัยสำหรับการปฏิบัติการเสมอ การให้ความหมายแก่คำว่า ‘ชนชั้น’ ใน The Making of the English Working Class [หลังจากนี้จะเขียนโดยย่อว่า The Making] ของเขาให้น้ำหนักกับชนชั้นในฐานะกระบวนการและความสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์ เขาบัญญัติความหมายของคำว่าชนชั้นเช่นนี้ขึ้นมาก็เพื่อปกป้อง แก้ต่าง และกอบกู้ชนชั้นจากนักสังคมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของมัน ขณะเดียวกันเขาก็ตั้งใจที่จะตอบโต้ทั้งต่อจารีตทางปัญญาและปฏิบัติการทางการเมืองที่กดปราบตัวกระทำการที่เป็นมนุษย์เอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจารีตทางภูมิปัญญาและปฏิบัติการทางการเมืองที่ปฏิเสธการตื่นตัวขึ้นมาด้วยตนเองของชนชั้นแรงงานในการสร้างประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ โดยการวางการต่อสู้ทางชนชั้นเอาไว้ที่ใจกลางของทฤษฎีและการปฏิบัติ ธอมป์สันตั้งใจช่วยชีวิต ‘ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง’ ที่ไม่ใช่แค่ในฐานะโครงการทางภูมิปัญญาอันหนึ่งเท่านั้น แต่ช่วยชีวิตมันในฐานะโครงการทางการเมืองที่ต่อต้านทั้งการกดขี่ของชนชั้นที่ครอบงำและโครงการของ ‘สังคมนิยมจากข้างบน’ ที่จุติลงมาใหม่ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลัทธิเฟเบียนไปจนถึงลัทธิสตาลิน ในขณะที่การต่อต้านลัทธิมาร์กซ์สายอัลธูแซเรียน (Althusserian Marxism) ของเขาก็คือการต่อต้านโดยตรงต่อความผิดปกติทางทฤษฎีของมันและปฏิบัติการทางการเมืองที่จารึกอยู่ในมันด้วย
ซาราห์ มาซา (Sarah Maza) เสนอว่า The Making ถือเป็นการปฏิวัติทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากการเขียนประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมานั้น คำว่า ‘social’ มักจะหมายถึง ‘ส่วนทั้งหมดของสังคม’ แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางสังคมในศตวรรษที่ 20 คำว่า ‘social’ หมายถึง ‘ชนชั้นแรงงาน’ ทั้งนี้ ความหมายของคำว่า ‘social’ เป็นมรดกตกทอดมาจากศตวรรษที่ 19 เมื่อนักปฏิรูปในยุโรปและอเมริกาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า 'คำถามทางสังคม' ซึ่งหมายถึงผลสะเทือนแบบทำลายล้างของการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่อชีวิตของเหล่าคนงานในทศวรรษ 1830 และ 1840
นักสังเกตการณ์ชนชั้นกลางได้เขียนเปิดโปงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของชีวิตคนงานในเมืองยุคร่วมสมัย ซึ่งเป็นผลมาจากการริเริ่มนำเอาเครื่องจักรและเทคโนโลยีแบบใหม่เข้ามา และการปฏิบัติในด้านแรงงานอย่างขูดเลือดขูดเนื้อที่เครื่องจักรและเทคโนโลยีเหล่านี้นำมาให้คนงาน ดังที่ปรากฏใน The Condition of the Working Class in England ของ ฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) พัฒนาการของขบวนการชนชั้นแรงงานยุโรปในศตวรรษที่ 19 นั้นได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักประวัติศาสตร์แรงงานรุ่นแรกที่ตื่นตัวในหลายทศวรรษทั้งก่อนและหลังปี 1900 ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้ว การเขียนประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่การเขียนถึงสิ่งที่ ‘กระบวนการทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรม’ กระทำต่อคนงานเท่านั้น หากเป็นการเขียนถึงสิ่งที่คนงานกระทำการตอบโต้ต่อมันด้วย เช่น การจัดองค์กร การประท้วง การโจมตีรื้อถอน และการก้าวไปเป็นหัวหอกของการปฏิวัติ
ทว่าในช่วงเวลานั้น นักประวัติศาสตร์ทั้งในอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส มักไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน หรือไม่ก็นักการเมืองที่ใกล้ชิดกับขบวนการแรงงาน นักสังคมนิยมที่ตื่นตัว และบางครั้งก็สมาชิกของสหภาพแรงงาน ดังนั้น มุมมองของพวกเขาจึงเป็นมุมมองของคนในและมีความเห็นอกเห็นใจต่อกลุ่มคนที่พวกเขาศึกษาอย่างมาก
ประวัติศาสตร์แรงงานในยุคแรกๆ เป็นประวัติศาสตร์สังคมที่มีการเมืองเป็นฉากหลัง ซึ่งมักมีข้อบกพร่องมากมาย ดังที่ฮอบส์บอว์มกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานแบบจารีตส่วนใหญ่ “ค่อนข้างจะยึดติดคัมภีร์ ทั้งในเชิงวิธีวิทยาและในเชิงเทคนิค” ซึ่งคล้ายคลึงอย่างมากกับประวัติศาสตร์การเมืองแนวเก่าในแง่ที่มักให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ต่อกิจกรรมของพวกผู้นำ แทนที่จะเป็นประสบการณ์ของผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนธรรมดาสามัญ และมักจะตกอยู่ภายใต้การให้คำอธิบายเกี่ยวกับการต่อสู้กันของกลุ่มย่อยต่างๆ ภายในขบวนการแรงงาน แบบฉบับของประวัติศาสตร์สังคมในเชิงประวัติศาสตร์แรงงานแบบคลาสสิคเช่นนี้ มักมีการสันนิษฐานล่วงหน้าถึงการมองโลกแบบมีลำดับชั้นของคนยากจนผู้ใช้แรงงาน ในแง่ที่สมาชิกสหภาพที่เป็นผู้ชายมักจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญเสมอ ประวัติศาสตร์แรงงานแบบคลาสสิคที่ส่วนใหญ่แล้วถูกเขียนขึ้นในช่วงทศวรรษแรกและกลางของศตวรรษที่ 20 มักแสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ชาย (แทบจะไม่เคยมีผู้หญิง) ที่ทำการต่อสู้แบบรวมหมู่ในพื้นที่ทางการเมือง ดังที่มันถูกนำเสนอในรูปแบบแรกเริ่มของ ‘ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง’ ในแง่ที่การต่อสู้ต่างๆ ในอดีตนั้นได้มอบเรื่องเล่าที่เป็นต้นกำเนิดแก่ขนบความคิดแบบราดิคัลและความคิดที่ก้าวหน้ายุคต่อมา
ซาราห์ มาซา ยังเสนอว่า ด้วยภูมิหลังดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ The Making มีความแปลกใหม่อย่างราดิคัลและมีผลสะเทือนอย่างมหาศาล ขณะที่ธอมป์สันก็กลายเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกของศตวรรษที่ 20 ประวัติศาสตร์อันยาวนานราวกับมหากาพย์เกี่ยวกับผลสะเทือนของระบบทุนนิยมในระยะแรกที่มีต่อสามัญชนอังกฤษในช่วงระหว่างทศวรรษ 1780 และ 1830 ของธอมป์สันเล่มนี้ ถือว่าเป็นการเขียนกฎกติกาใหม่ให้ทั้งแก่การเขียนประวัติศาสตร์แรงงานและการเขียนประวัติศาสตร์สังคม ซึ่งในโลกภาษาอังกฤษนั้น The Making ปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่าเป็นงานเขียนที่ถูกอ่านอย่างกว้างขวางที่สุด และมักจะถูกอ้างอิงโดยเหล่านักประวัติศาสตร์อาชีพมากที่สุดในครึ่งที่สองของศตวรรษที่ 20
ใน The Making ธอมป์สันแบ่งปันจารีตทางภูมิปัญญาร่วมกันกับนักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์คนอื่น ในความพยายามจะให้คำอธิบายและพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับผลกระเทือนของระบบทุนนิยมที่มีต่อชีวิตของคนยากจน ขณะที่ประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสต์แบบฉบับมาตรฐานมักพุ่งความสนใจที่ชัยชนะและความล้มเหลวของขบวนการแรงงาน แต่ The Making กลับสนใจการจัดองค์กรของคนงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่มาร์กซิสต์อ้างว่าการศึกษาของพวกเขาเคร่งครัดเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ The Making แทบจะไม่มีตารางแสดงตัวเลข แต่พุ่งความสนใจไปที่ ‘ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย’ ของชนชั้นแรงงานที่เป็นตัวละครหลักของมันแทน The Making ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะกับประชาชนผู้ที่มักถือกันว่าเป็นเหยื่อของกระบวนการทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหรือคนงานในโรงงานเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงผลสะเทือนของระบบทุนนิยมยุคต้นที่มีต่อคนงานแบบจารีตดั้งเดิมของประเทศอังกฤษแทน ไม่ว่าจะเป็น ช่างทอผ้า ช่างทำรองเท้า ช่างตีเหล็ก และช่างฝีมืออื่นๆ ผู้ซึ่งแบบแผนการทำงานและวิถีชีวิตของพวกเขาถูกชี้ชะตาโดยการเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักร และการแข่งขันจากพวกแรงงานไร้ทักษะราคาถูก
ธอมป์สันเสนอว่า แรงบีบคั้นกดดันที่คนงานดั้งเดิมเหล่านี้ได้รับ เป็นแรงกดดันทางวัฒนธรรมมากพอๆ กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ มันทำให้คนงานต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมเวลาของตนเอง เช่น แทนที่พวกเขาจะได้ทำงานเข้มข้นตามภาระงานเฉพาะอย่าง ดื่มสังสรรค์ในวันอาทิตย์ และหยุดพักตลอดทั้งวันเพื่อให้เกียรติแก่ ‘นักบุญวันจันทร์’ แต่พวกเขากลับต้องตกอยู่ภายใต้ ‘วินัยในการทำงาน’ สมัยใหม่ ต้องอดทนต่อสู้อยู่ภายใต้กระบวนการผลิตที่มีระเบียบกฎเกณฑ์เที่ยงตรง ในขณะที่ลูกๆ ของคนยากจนก็ต้องทำงานหนักอยู่แทบจะตลอดเวลา ต่างจากแต่ก่อนที่พวกเขาเคยทำงานเฉพาะที่บ้านภายใต้การควบคุมดูแลของครอบครัว เด็กหนุ่มสาวถูกผลักเข้าสู่โรงงานและเหมืองที่ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกขูดรีดหนักหน่วงขึ้น ธอมป์สันกล่าวว่า
“ประสบการณ์เกี่ยวกับความทุกข์ยากเช่นนี้ จู่โจมเข้าหาคนงานในรูปแบบต่างๆ นานานับร้อยนับพัน”
เช่น คนงานตามไร่นาทุ่งกว้างสูญเสียสิทธิร่วมและเค้าเดิมของความคิดประชาธิปไตยแบบชาวบ้าน นายช่างสูญเสียสถานะความเป็นช่างฝีมือของเขา ช่างทอผ้าสูญเสียการดำรงชีวิตและความเป็นอิสระ เด็กๆ สูญเสียงานและการเล่นที่บ้าน คนงานจำนวนมากผู้ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการปรับปรุงรายได้ให้ดีขึ้น แต่ก็ต้องสูญเสียความมั่นคง เวลาว่าง และการเสื่อมลงของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ จากประสบการณ์เหล่านี้เองที่ ‘จิตสำนึกทางชนชั้น’ ซึ่งหมายถึงการตระหนักรู้ถึงการถูกขูดรีดร่วมกันได้ปรากฏขึ้น
แม้ว่า The Making จะไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายในวันนี้ ด้วยความหนาถึงแปดร้อยกว่าหน้าและจัดวางหัวข้อแบบไม่ตั้งใจนัก แต่ก็ถูกยอมรับว่าเป็นหนังสือที่ให้ภูมิหลังอันลึกไกลอย่างมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อังกฤษ The Making กลายเป็นมาตรฐานโลกสำหรับสิ่งที่เรารู้จักในฐานะ ‘ประวัติศาสตร์สังคมใหม่’ และมรดก 2 ประการของมันก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเขียนประวัติศาสตร์
มรดกอันแรกก็คือ The Making เป็นงานเขียนที่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับคนงานที่ไม่ได้อยู่แถวหน้าขององค์กรแรงงานและเป็นผู้สร้างข้อเรียกร้องทางการเมืองที่เฉพาะเจาะจงขึ้นมา แต่ชนชั้นแรงงานของธอมป์สันนั้นหมายรวมไปถึงคนจนทุกประเภท คนชายขอบ คนไร้สิทธิไร้เสียง และคนเหล่านี้ก็คือผู้คนที่อยู่ใน ‘ด้านที่สาบสูญ’ ของประวัติศาสตร์
มรดกอันที่สองคือ ธอมป์สันยืนยันว่า ‘ชนชั้น’ และ ‘จิตสำนึกทางชนชั้น’ ไม่ใช่แนวคิดนามธรรมทางสังคมวิทยาที่อนุมานเอาจากทฤษฎีหรือตัวเลข แต่เป็นประสบการณ์และความสัมพันธ์เฉพาะซึ่งจำเป็นจะต้องอธิบายในพื้นที่และเวลาที่เฉพาะเจาะจง เช่น จิตสำนึกทางชนชั้นจะปรากฏขึ้นในหมู่คนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผู้ซึ่งทาใบหน้าของพวกเขาด้วยสีดำและเคลื่อนขบวนออกไปยามค่ำคืนเพื่อทำลายโรงงานที่หันไปใช้เครื่องจักรแบบใหม่ให้พังเป็นเสี่ยงๆ หรือไม่ก็ปรากฏขึ้นในหมู่ผู้คนเรือนหมื่นผู้ซึ่งมาชุมนุมกันเพื่อฟัง โจแอนนา เซาท์คอตต์ (Joanna Southcott) ผู้วิเศษที่เชื่อว่าพระเยซูจะจุติลงมาอีกครั้ง ซึ่งกล่าวถึงความโกรธกริ้วของพระเจ้าที่มีต่อชนชั้นนำนายเงินผู้ ‘สำส่อน มั่วโลกีย์ ไม่นับถือพระเจ้า’
นอกจากนี้ มาซายังเสนอด้วยว่า ประเด็นต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าชัดเจนต่อเราแล้วในปัจจุบันนี้ ถือเป็นประจักษ์พยานถึงความสำเร็จของธอมป์สันและนักประวัติศาสตร์ที่ทำงานคล้ายกับเขาในการขยายคำนิยามให้แก่เหล่า ‘ผู้กระทำ’ (actors) ของประวัติศาสตร์ และสิ่งที่พวกเขาหมายมุ่งที่จะสร้างข้อเรียกร้องทางการเมือง มาซาตั้งคำถามว่า การที่มนุษย์จำนวนมากในอดีตไม่มีการศึกษาหรือแหล่งทรัพยากรทางวัตถุ จึงไม่มีวิธีหรือแนวทางในการบันทึกความฝันหรือความไม่พอใจของพวกเขา แต่เรื่องราวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทางโกรธเคืองหรือความเชื่ออันน่าฉงนสนเท่ห์ของพวกเขา ไม่ควรถูกกล่าวถึงหรือพิจารณาอย่างจริงจังกระนั้นหรือ
งานเขียนของธอมป์สันช่วยเปิดประตูหรือทำให้การพัฒนาคำนิยามของผู้ที่ควรจะถูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นแรงงานสามารถเป็นไปได้ และด้วยขอบเขตของความเป็นประวัติศาสตร์สังคมของมัน กระนั้นธอมป์สันก็ได้อุทิศความสนใจอย่างจริงจังให้แก่เงื่อนไขทางวัตถุและชีวิตประจำวันด้วย เช่น เขาเสนอว่า คนงานถูกทำให้มีความคิดแบบราดิคัล (radicalize) ในยุคสมัยนี้ เนื่องจากวิธีการบีบคั้นกดขี่ต่างๆ ของทุนนิยมยุคแรกไม่เพียงกระทบต่อรายได้ของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อชีวิตภายในครอบครัว แบบแผนการทำงานและการพักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงความเชื่อทางศาสนาและวิถีในเชิงขนบธรรมเนียมประเพณีในการกระทำสิ่งต่างๆ ของพวกเขาด้วย
. . ,
บางส่วนจากเนื้อหาในหนังสือ
'อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน' 
หากยังเชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย และประวัติศาสตร์ควรเป็นเรื่องของคนทุกคน... หนังสือเล่มนี้คือหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด
เล่มเดียวจบ... ครบทุกมิติความคิด
จากชีวประวัติสู่ทฤษฎีการเมือง ที่สั่นสะเทือนวงการมาร์กซิสต์โลก
คลิกสั่งซื้อ
อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน
(E.P. Thompson : The New Left, History from Below and Commoners' Resistance)
ธิกานต์ ศรีนารา : เขียน
สิงห์ สุวรรณกิจ : คำนำ
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2569
ความหนา : 416 หน้า
ราคาปก 450 บาท
ISBN 978-616-562-086-4