จาก 'พ่อขุนอุปถัมภ์' ถึง 'ราชาชาตินิยม' และวัฒนธรรมการเมืองไทย?

Last updated: 22 มิ.ย. 2569  |  2415 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จาก 'พ่อขุนอุปถัมภ์' ถึง 'ราชาชาตินิยม' และวัฒนธรรมการเมืองไทย?

การเมืองไทยทำให้เห็นการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างกลุ่มย่อยทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชนศีลธรรมหลังการปฏิวัติ 2475 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในผลประโยชน์และความชอบธรรมทางการเมือง

กล่าวคือ ผู้นำทางการเมืองไทยต้องต่อสู้และสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจการปกครองและการเมืองของตนบนฐานอำนาจของกษัตริย์ในวัฒนธรรมการเมืองไทย ในขณะเดียวกัน สถาบันกษัตริย์ต้องร่วมมือกับชนชั้นนำอนุรักษนิยมเจ้าและผู้นำทางทหาร เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจความชอบธรรม บทบาท และสถานะในฐานะส่วนสำคัญของระเบียบทางการเมืองและสังคมไทย ในอีกทางหนึ่งก็ได้ผลิตซ้ำอุดมการณ์ราชาชาตินิยมที่ประสานเข้ากับแนวคิดประชาธิปไตยไทยและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2500 โดย จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์

สำหรับระบอบสฤษดิ์ แนวคิดรัฐไทยสมัยใหม่และระเบียบทางการเมืองอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์แบบจารีต โดยเฉพาะคุณค่าหลักพื้นฐานของคนไทยสามเสาหลักคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งถูกสร้างบนพื้นฐานความเชื่อว่าระเบียบการเมืองไทยจะอยู่รอดได้โดยความมั่นคงของชาติในแนวคิดแบบระบบสังคมเชิงจารีต มากกว่าตามทฤษฎีของต่างชาติ 

ดังนั้น แนวคิดเรื่องชาติจึงถูกนำเสนอในรูปแบบของครอบครัว อย่างการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นการปกครองแบบพ่อขุนอุปถัมภ์ โดยจอมพลสฤษดิ์แสดงบุคลิกผู้นำในฐานะพ่อของครอบครัว (ชาติ) ที่ทำหน้าที่ดูแลลูก (ประชาชน)

ในทางตรงกันข้าม กษัตริย์เป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางจิตใจของคนไทย ความเป็นไทย ชาติไทย และแหล่งที่มาของศีลธรรมและจริยธรรมทางสังคมในแบบแนวคิดเทวราชาและแหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมือง ดังที่จอมพลสฤษดิ์ได้ใช้สถาบันกษัตริย์ในการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจให้กับตนเองและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างชนชั้นนำและกลุ่มทางสังคมต่างๆ โดยกิจการทางสังคม พิธีกรรม และงานพระราชกรณียกิจ ขณะที่จอมพลสฤษดิ์ก็สร้างภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะนายทหารที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

กษัตริย์มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและผลิตซ้ำชุมชนศีลธรรมในสังคมไทย โดยสร้างชุดความคิดว่าประเทศและสังคมไทยไม่อาจอยู่รอดได้หากปราศจากการปฏิบัติตามธรรมของพระราชาที่ทรงเป็นแบบอย่างให้คนในสังคม ส่วนการเมืองและประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่รับมาตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 ได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความขัดแย้งและทำให้คนไทยแตกแยก ทั้งขัดขวางการพัฒนาและความก้าวหน้าของประชาชน รวมถึงไม่ใช่สิ่งที่สร้างความยุติธรรมและสันติภาพในสังคมไทยได้

เพราะการเมืองที่ปกครองโดยนักการเมือง
คอร์รัปชั่นนั้นสกปรก ไม่มีประโยชน์ เพราะนำพาผู้คนให้มีคุณธรรมและศีลธรรมไม่ได้ และสร้างผู้นำที่มีความสามารถไม่ได้ ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดต่อการแก้ปัญหาคือ การสร้างรัฐบาลที่ดีด้วยอำนาจที่เปี่ยมพลังปัญญาของกษัตริย์เพื่อเลือกคนดีมาปกครองนำทางประเทศ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การสร้างอำนาจสูงสุดเด็ดขาดของกษัตริย์ในการเมืองไทยและราชาธิปไตย ที่นำโดยกษัตริย์ในช่วงระหว่างและหลังยุคสฤษดิ์ ในทางตรงกันข้าม ระบบการเมืองและประชาธิปไตยจึงถูกมองว่าเป็นระบบการเมืองที่ไร้ศีลธรรม ไม่มีประสิทธิภาพ และปกครองโดยนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวและคอร์รัปชั่น

...

ความชอบธรรมทางอำนาจการเมืองของไทยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของฉันทมติทางการเมืองของสังคม รัฐบาลประชาธิปไตย และสถาบันทางกฎหมาย แต่เป็นอำนาจที่อยู่บนพื้นฐานของบริบทวัฒนธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอำนาจบารมีของสถาบันกษัตริย์ในชุมชนศีลธรรม กล่าวคือ ผู้นำทางการเมืองที่ดีจะต้องมีส่วนยึดถือความดี (บารมี) ของสถาบันกษัตริย์เอาไว้ด้วยกัน ความชอบธรรมทางการเมืองเกิดขึ้นได้จากความยินยอมของประชาชนโดยการยอมรับและเข้าใจในความดีของผู้นำที่กษัตริย์ปรากฏ และดำรงอยู่ในฐานะคนดีสูงสุดหรือมหาบุรุษ

...

ปัญหาสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อและหยั่งรากลึกหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 คือการพยายามช่วงชิงความหมายทางการเมืองและคุณค่าในสังคมซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนในวิธีคิดทางการเมืองและประชาธิปไตยของไทยมากขึ้น และส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อ ‘ปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐไทยสมัยใหม่’

..,

บางส่วนจาก บทนำ ในเล่ม มหาบุรุษแห่งชุมชนศีลธรรม
วัฒนธรรมอำนาจนิยมและอารมณ์เชิงวัฒนธรรมไทย

ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช
: เขียน
ยศ สันตสมบัติ
และ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น : คำนิยม

สั่งซื้อหนังสือ คลิก

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้