Last updated: 5 ต.ค. 2569 | 53 จำนวนผู้เข้าชม |
-- บางส่วนจากในเล่ม
พุทธไทย พุทธโลกวิสัย และพุทธปรัชญา
โดย สุรพศ ทวีศักดิ์
..,
'ฆ่ๅคอมมิวนิสต์ไม่บาป' ?!?
6 ตุลา 2519 กับคำสอนแห่งเมตตาที่ถูกกลับหัวในเมืองพุทธ
มีคำถามคำถามหนึ่งที่ยังคงสะท้อนอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยคือ เหตุใดในสังคมที่อ้างว่า 'เป็นเมืองพุทธ' จึงเกิดเหตุการณ์ล้อมฆ่ๅนักศึกษากว่าร้อยชีวิตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งที่พื้นที่แห่งนั้นอยู่ติดกับ 'พระอารามหลวง' วัดมหาธาตุฯ และศพของนักศึกษาหลายศพยังถูกทารุณและแขวนคอที่ลานสนามหลวง หน้าวัดพระแก้ว อันเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ประจำชาติ คำถามนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า พุทธศาสนาที่สอนให้ละเว้นจากความรุนแรง แต่เหตุใดความรุนแรงอำมหิตเช่นนั้นจึงเกิดขึ้นกลาง 'เมืองพุทธ'
จุดเริ่มของเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา ผูกโยงโดยตรงกับพุทธศาสนาในฐานะเครื่องมือทางการเมือง เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตเผด็จการที่ถูกขับไล่หลัง 14 ตุลา 2516 กลับเข้าประเทศโดยการ 'บวชเป็นพระ' ที่วัดบวรนิเวศฯ ภายใต้การอุปสมบทของพระญาณสังวร ผ้าเหลืองจึงถูกใช้เป็น 'เกราะคุ้มภัย' ในเกมต่อรองอำนาจแบบโบราณที่เรียกกันว่า 'การบวชหนีราชภัย' ขณะที่มหาเถรสมาคมรับรองว่าการบวชนั้นชอบธรรม นักศึกษาและพระยุวสงฆ์กลับเห็นว่าคือการทำให้ศาสนามัวหมอง จึงออกมาคัดค้าน ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การปราบปรามและสังหารหมู่ในที่สุด
กล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนโครงสร้างสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาไทยกับอำนาจรัฐและสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน เพราะพุทธศาสนาในสังคมไทยไม่เคยแยกขาดจากอุดมการณ์ 'ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์' ที่ถูกสร้างและตอกย้ำมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือรับรองอำนาจของระบอบเผด็จการทหาร และวางคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตเป็นแนวหน้าทางศีลธรรมต่อต้าน 'ภัยคอมมิวนิสต์' จนเกิดวาทะของ กิตฺติวุฑฺโฒภิกฺขุ ที่ว่า “ฆ่ๅคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เพราะเป็นการปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ - - คำสอนแห่งเมตตาจึงถูกกลับหัวให้กลายเป็นความชอบธรรมของการฆ่ๅ
แม้แต่ในมิติของความคิด พุทธศาสนาไทยก็มีส่วนในความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แนวคิด 'ธัมมิกสังคมนิยมเผด็จการโดยธรรม' ของพุทธทาสภิกขุ ที่เสนอให้ใช้ธรรมะปกครองโดยผู้มีธรรม ถูกตีความและนำไปใช้สนับสนุนอุดมการณ์ฝ่ายขวาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะแนวคิด 'เผด็จการโดยธรรม' ที่สอดคล้องกับการยกย่อง กษัตริย์ และ ศาสนา ในฐานะศูนย์กลางของความดีงามและความชอบธรรม ยิ่งตอกย้ำความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างพุทธศาสนาไทยกับอำนาจรัฐ
ในที่สุด พุทธศาสนาไทยจึงไม่อาจอ้างความเป็นกลางได้ เพราะระบบศาสนจักร ตั้งแต่มหาเถรสมาคม จนถึงแนวคิดทางศีลธรรม ล้วนผูกพันกับอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างแนบแน่น จนกลายเป็นกลไกหนึ่งของรัฐในการสร้าง 'ความกลัว' ต่อสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภัย - - จากคอมมิวนิสต์ในอดีต ถึงประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน ความกลัวนั้นเองที่ทำให้ผู้คนยอมรับความรุนแรงในนามของศาสนา เชื่อว่าการกระทำรุนแรงต่อผู้เห็นต่างคือการปกป้องความดี
ห้าสิบปีผ่านไป เมืองพุทธยังคงผลิตซ้ำความกลัวเดิมในรูปแบบใหม่ จาก 6 ตุลา 2519 ที่สร้าง 'ปีศาจคอมมิวนิสต์' มาถึงยุคที่ความกลัวเปลี่ยนเป้าหมายไปยังนักกิจกรรม นักการเมือง หรือใครก็ตามที่พูดถึงการปฏิรูป คำสอนเรื่องเมตตา อหิงสา และสันติ ยังคงเป็นเพียงถ้อยคำในตำรา ไม่อาจกลายเป็นหลักแห่งการอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่พุทธศาสนาไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่สร้างความกลัวและความรุนแรงในนามของ 'ศาสนา'
. . ,
— เรียบเรียงจาก บทความ '6 ตุลา ที่หน้าวัดพระแก้ว'
ในหนังสือ พุทธไทย พุทธโลกวิสัย และพุทธปรัชญา 
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา อำนาจ และชนชั้นปกครองไทยอย่างไม่อ้อมค้อม หนังสือจะพาเราไปพบว่า พุทธศาสนาในไทยถูกผูกโยงและรับใช้อำนาจการเมืองอย่างไร แตกต่างจากพุทธในโลกสมัยใหม่อย่างไร
คลิกสั่งซื้อ
พุทธไทย พุทธโลกวิสัย และพุทธปรัชญา
[ ว่าด้วยพุทธแบบไทยภายใต้เงาอำนาจ สู่พุทธโลกเสรีในระบบปรัชญาสมัยใหม่ ]
19 ก.ย. 2565
25 ม.ค. 2564
19 ก.ย. 2565