Last updated: 15 พ.ค. 2569 | 5 จำนวนผู้เข้าชม |
3 เหตุผลของการยอมจำนนของชนชั้นกรรมาชีพ ผ่านข้อเสนอของ E.P. Thompson
วันแรงงาน กับ ‘วินัยอุตสาหกรรม’ ที่ขูดรีดไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ
ในวันแรงงานที่เรามักพูดถึงการต่อสู้เพื่อสวัสดิการ มีคำถามสำคัญจากงานคลาสสิคของ E.P. Thompson (ซึ่งอยู่ในส่วนที่สองของ The Making of the English Working Class) ที่ชวนให้สำรวจลึกไปถึง 'จิตวิญญาณ' ของแรงงาน
...ทำไมคนงานจำนวนมากถึงเต็มใจยอมรับระบบที่ขูดรีดจิตใจ?...
ธอมป์สันสำรวจนิกายเมธอดิสม์ (Methodism) ในฐานะพลังที่สร้าง 'วินัยในการทำงานแบบอุตสาหกรรม' และกลไก 'ต่อต้านการปฏิวัติทางจิตใจ' โดยวิเคราะห์เหตุผล 3 ประการที่ทำให้แรงงานยอมจำนนต่อระบบนี้อย่างเต็มใจ
1. การปลูกฝังผ่าน ‘โรงเรียนวันอาทิตย์’ (Early Socialization)
เป้าหมายของโรงเรียนเหล่านี้คือการขัดเกลาเด็กๆ ให้เชื่องต่อวินัยอุตสาหกรรมผ่านหลักความเชื่อเรื่อง ‘บาปที่มีมาแต่ดั้งเดิมของเด็กๆ’ โดยมองว่าการละเล่นเป็นสิ่งไร้ค่า โดยผ่านกระบวนการ เช่น
การหล่อหลอม: สอนให้เด็กร้องเพลง ‘เพลงศักดิ์สิทธิ์ของเด็กๆ’ ที่ระบุว่าตนเป็น ‘ทาสที่เคราะห์ร้ายของบาป ทั้งโดยธรรมชาติและโดยการปฏิบัติ’
การลงโทษทางจิตใจ: เด็กที่หนีเรียนไปเล่นฟุตบอลจะถูกตำหนิและให้เพื่อนๆ หัวเราะเยาะ ซึ่งธอมป์สันมองว่านี่คือความโหดร้ายทารุณทางจิตใจที่กระทำต่อเด็กเพื่อให้ยอมรับวินัยโดยไม่ตั้งคำถาม
2. การสร้าง ‘ชุมชนชนิดใหม่’ แทนที่ชุมชนเก่าที่ล่มสลาย
การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ผู้คนกลายเป็นคน ‘ไร้ราก’ โบสถ์เมธอดิสม์จึงก้าวเข้ามาสถาปนาพื้นที่ทางสังคมใหม่
พื้นที่ทางสังคม: โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่เทศน์ แต่เป็นที่พบปะสังสรรค์ เกิดกลุ่มเย็บผ้า และกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนงานรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของโบสถ์นี้ได้
‘ตั๋ว’ สมาชิกโบสถ์: สำหรับคนงานอพยพ บัตรสมาชิกนี้สำคัญราวกับ ‘เครื่องรางของขลัง’ เพราะเป็นใบเบิกทางเข้าสู่ชุมชนใหม่เมื่อต้องย้ายเมือง
การเลื่อนสถานะ: ภายในโบสถ์ ชนชั้นกรรมาชีพสามารถขึ้นมาเป็นพระที่สำคัญได้ ทำให้พวกเขารู้สึกมีตัวตน มีพื้นที่ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว
3. ‘ฝิ่นของมวลชน’ และลัทธิสหัสวรรษนิยมของผู้แพ้
ในช่วงสงครามนโปเลียน เมื่อแรงกระตุ้นทางการเมืองพ่ายแพ้ ศาสนาจึงกลายเป็น ‘เครื่องปลอบประโลมจิตใจ’ หรือ ‘ฝิ่นของมวลชน’ ตามคำของ Charles Kingsley
การลี้ภัยทางจิตใจ: ธอมป์สันเสนอว่าศาสนาที่เน้นชีวิตหลังความตายมักเป็น ‘ลัทธิสหัสวรรษนิยม’ (the chiliasm) ของผู้คนที่พ่ายแพ้และสิ้นหวัง
ภาวะหลังพ่ายแพ้: เมื่อแรงกระตุ้นปฏิวัติในทศวรรษ 1790 ถูกยับยั้ง ลัทธิมิลเลนาเรียน (Millenarianism) จึงรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ เช่นกรณีของ โจแอนนา เซาท์คอตต์ ซึ่งแม้จะเป็นลัทธิของคนยากจนแต่ก็เน้นการไถ่บาปส่วนบุคคลมากกว่าการปฏิบัติการทางสังคมจริง
เมื่อศาสนาขวางทางการปฏิวัติ : ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ ธอมป์สันไม่เห็นด้วยกับ Eric Hobsbawm ที่มองว่าเมธอดิสม์กับราดิคัลลิสม์ (Radicalism) พัฒนาไปด้วยกัน แต่เขามองว่า ‘ลัทธิฟื้นฟูศาสนา’ ได้เข้ามาแทนที่ในจุดที่การเมืองพบกับความพ่ายแพ้ต่างหาก
การเติบโตของเมธอดิสม์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ‘ต่อต้านการปฏิวัติทางจิตใจ’ ที่เปลี่ยนพลังของการขัดขืนให้กลายเป็นความยินยอมน้อมรับวินัยอุตสาหกรรมอย่างเบ็ดเสร็จ
. . ,
เรียบเรียงจากเนื้อหาในหนังสือ
'อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน'
โดย ธิกานต์ ศรีนารา
หากยังเชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย และประวัติศาสตร์ควรเป็นเรื่องของคนทุกคน... หนังสือเล่มนี้คือหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด
เล่มเดียวจบ... ครบทุกมิติความคิด
จากชีวประวัติสู่ทฤษฎีการเมือง ที่สั่นสะเทือนวงการมาร์กซิสต์โลก
คลิกสั่งซื้อ
อี.พี. ธอมป์สัน : ซ้ายใหม่ ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง และการต่อต้านของสามัญชน
(E.P. Thompson : The New Left, History from Below and Commoners' Resistance)
ธิกานต์ ศรีนารา : เขียน
สิงห์ สุวรรณกิจ : คำนำ
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2569
ความหนา : 416 หน้า
ราคาปก 450 บาท
ISBN 978-616-562-086-4
8 ม.ค. 2569