เปิด 20 กฎเหล็กของนิยายสืบสวนที่ S. S. Van Dine ตั้งไว้

Last updated: 3 ก.ย. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เปิด 20 กฎเหล็กของนิยายสืบสวนที่ S. S. Van Dine ตั้งไว้

จาก วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 12

เปิด 20 กฎเหล็กของนิยายสืบสวน ที่นักเขียนเมื่อร้อยปีก่อนตั้งไว้

ถ้านิยายสืบสวนมีคู่มือ นี่คือหนึ่งในเวอร์ชันที่คลาสสิคที่สุด!

นักอ่านสายสืบสวนสอบสวนที่ชอบท่องไปบนความคลาสสิคหรือมักจะเจาะลึกโลกยุคเก่า บางคนอาจรู้จักกับ เอส. เอส. แวน ไดน์ (S. S. Van Dine) อันเป็นนามปากกาที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกของ วิลลาร์ด ฮันติงตั้น ไรท์ (Willard Huntington Wright) ในฐานะที่ใช้สำหรับเขียนนวนิยายชุดนักสืบฟิโล แวนซ์ (Philo Vance) ซึ่งเป็นนักสืบตัวละครเอกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1920 จนเขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเขียนอเมริกันคนสำคัญของ 'ยุคทองรหัสคดี'

แวน ไดน์ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1888 และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1939 ก่อนที่จะมาเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน เขาเคยทำงานเป็นบรรณาธิการและนักวิจารณ์วรรณกรรมและศิลปะมาก่อน ผลงานการเขียนนิยายนักสืบของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการวรรณกรรม โดยเขายังเป็นผู้รวบรวมเพื่อเสนออย่างเป็นระบบสำหรับกฎการเขียนนวนิยายสืบสวน 20 ข้อ (Twenty Rules for Detective Stories) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่นักเขียนและนักวิจารณ์งานประเภทนี้มักจะนำไปปฏิบัติตามอย่างระมัดระวังกับงานที่ควรเคร่งครัดและรัดกุมความสมบูรณ์แบบในกลิ่นอายขนบแบบดั้งเดิม

บทบัญญัติ 20 ประการฯ ของเขาได้รับการอ้างอิงถึงอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในแง่ที่เป็นกฎเกณฑ์ในการเขียนนวนิยายนักสืบเท่านั้น หากยังรวมถึงเป็นความพยายามในการกำหนดรูปแบบและวิเคราะห์นวนิยายประเภทนี้โดยละเอียดเป็นครั้งแรกๆ ในโลกวรรณกรรม

แวน ไดน์ เขียน บทบัญญัติ 20 ประการฯ ขึ้นมาจากการศึกษาโครงสร้างของบรรดางานขึ้นหิ้งชั้นครู งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน American Magazine ฉบับเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1928 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เขาเขียนบทนำเสนอให้กับหนังสือ The World's Great Detective Stories (1928) จาก สำนักพิมพ์ Walter J. Black ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับนวนิยายนักสืบที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของศตวรรษที่ 20

นวนิยายนักสืบไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาชญากรรมเสียอย่างเดียว หากแต่เป็น 'เกมแห่งสติปัญญา (intellectual game)' ระหว่างผู้ประพันธ์กับผู้อ่าน หรือเป็นมากกว่านั้นก็คือ 'การแข่งขัน (sporting event)'

ด้วยเหตุนี้ เอส. เอส. แวน ไดน์ จึงเสนอบทความดังกล่าวเพื่อรวบรวมกฎที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงานของนักเขียนชั้นครู และไม่ได้เป็นเพียงชุดคำแนะนำสำหรับนักเขียน แต่ยังเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการอธิบายว่า 'นวนิยายนักสืบที่ดี' ควรดำเนินไปภายใต้หลักความยุติธรรมต่อผู้อ่านอย่างไร ควรมีกฎเหล็กแบบไหน วางโครงสร้างอย่างไร เหตุใดผู้อ่านจึงควรได้รับโอกาสไขปริศนาไปพร้อมกับนักสืบ และอะไรคือสิ่งที่ผู้เขียนไม่ควรใช้เพื่อหลอกลวงผู้อ่านด้วยกลวิธีราคาถูก

แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษและโลกวรรณกรรมจะเปลี่ยนไปมาก กฎเหล็กที่ดูขึงตรึงราวกับข้อจำกัดแบบฟ้าผ่าที่ส่งผลให้ผู้ประพันธ์ต้องระมัดระวังและเริ่มระแวงว่างานของตนจะเข้าข่ายข้อห้ามใดหรือไม่ ซึ่งทำให้หลายข้อยังคงถูกกล่าวถึง ในฐานะหลักการคลาสสิกและประเด็นถกเถียง ที่ทั้งเกิดการยอมรับ/ไม่ยอมรับ-ไม่เห็นด้วย และเป็นกลาง สำหรับนักเขียนร่วมสมัย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ แวน ไดน์ ก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้สนใจหนึ่งในรากฐานประวัติศาสตร์และทฤษฎีนวนิยายสืบสวนสอบสวน

บัญญัติ 20 ประการ

●— บัญญัติที่ 1

❝ผู้อ่านต้องได้รับโอกาสที่เท่าเที่ยมกับนักสืบในนิยายสำหรับการแก้ปัญหา ลึกลับ เงื่อนงำทุกประการต้องได้รับการอธิบายและบรรยายอย่างชัดแจ้ง❞

●— บัญญัติที่ 2

❝ต้องไม่ใช้เล่ห์กลหรือการอำพรางใดๆ กับผู้อ่านอย่างจงใจ เว้นแต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่บรรดาอาชญากรในเรื่องจงใจกระทำต่อนักสืบ❞

●— บัญญัติที่ 3

❝ไม่ควรมีเรื่องความรักมาข้องเกี่ยวทั้งสิ้น ธุระสำคัญก็คือการนำอาชญากรไปสู่กระบวนการทางยุติธรรม มิใช่การนำคนที่อกหักพลาดหวังในความรักไปสู่พิธีสมรส❞

●— บัญญัติที่ 4

❝นักสืบ หรือตัวละครตัวใดตัวหนึ่งของเรื่องที่ทำการสืบสวน ไม่ควรกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง นี่เป็นกลลวงที่แสนจะที่อมะลื่อและตื้นเขินเสมือนกับการนำเอาเหรียญเพนนีที่แวววาวไปแลกกับทองคำหนักห้าดอลลาร์ นี่คือการตบตาที่ผิดมหันต์❞

●— บัญญัติที่ 5

❝การควานหาตัวผู้กระทำผิดจักต้องทำโดยการคาดคำนวณอย่างมีตรรกะ-ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุ ความบังเอิญ หรือมาจากคำสารภาพผิดของผู้ร้ายอันปราศจากแรงจูงใจ การแก้เงื่อนที่ผูกไว้ด้วยวิธีการอย่างหลังนี้ก็เหมือนกับการหลอกให้ผู้อ่านออกไปควานหาสิ่งที่ไร้ตัวตนอย่างเลือดตาแทบกระเด็น แล้วพอผู้อ่านหาสิ่งนั้นไม่เจอ คุณก็หันไปบอกกับผู้อ่านว่าคุณช่อนสิ่งนั้นไว้ในแขนเสื้อ การที่คุณทำเช่นนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบแกล้งคนอื่นไปวันๆ เท่านั้น❞

●— บัญญัติที่ 6

❝นวนิยายนักสืบต้องมีนักสืบ และนักสืบจะยังมิใช่นักสืบจนกว่าเขาจะทำหน้าที่สืบ หน้าที่ของเขาคือรวบรวมเงื่อนงำต่างๆ ที่จะนำไปสู่การควานหาตัวผู้กระทำผิด ถ้านักสืบผู้นั้นไม่สามารถหาข้อสรุปจากเงื่อนงำที่ได้มา เขาก็ไม่ต่างอะไรจากนักเรียนตัวน้อยๆ ที่แก้ปัญหาด้วยการเปิดตำราหาคำเฉลยในท้ายเล่ม❞

●— บัญญัติที่ 7

❝ในนวนิยายนักสืบต้องมีศพ และยิ่งเป็นศพที่ไร้ชีวิตได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น ไม่มีอาชญากรรมใดจะเหมาะควรไปกว่าการฆาตกรรม ความวุ่นวายสามร้อยหน้ากระดาษอาจจะมากเกินไปสำหรับอาชญากรรมอื่นที่มิใช่การฆาตกรรม และเหนืออื่นใดความยุ่งยากและพลังงานของนักอ่านที่ใช้ไปสมควรจะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า❞

●— บัญญัติที่ 8

❝การแก้ปัญหาอาชญากรรมจักต้องกระทำโดยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด วิธีอื่นๆ เช่น การใช้กระดานโอจา (ouija-boards - กระดานเขียน ตัวอักษรและเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้ใช้ในการทรงเจ้าเข้าผีเพื่อติดต่อกับคนตาย) การอ่านจิตใจ (mind - reading) การทรงเจ้า (spiritualistic séances) การทำนายด้วยลูกแก้วสารพัดนึก (crystral - gazing) และวิธีอื่นๆ ในทำนองเดียวกันนี้ล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามในนวนิยายนักสืบ ผู้อ่านจะต้องมีโอกาสที่เท่าเทียมเพื่อประลองสติปัญญากับนักสืบที่ใช้เหตุผล เพราะถ้าผู้อ่านต้องประลองในโลกไสยศาสตร์หรือต้องค้นหาในมิติที่สี่ของอภิปรัชญาแล้ว เขาก็คงจะแพ้ตั้งแต่เริ่ม❞

●— บัญญัติที่ 9

❝นักสืบต้องมีแค่คนเดียว คือตัวเอกซึ่งใช้การคิดหาเหตุผลแบบนิรนัย (deduction) ผู้ซึ่งเป็นเทวดาผู้มาโปรด (Deus Ex Machina) เพียงหนึ่งเดียว การที่เราจะนำความคิดของนักสืบสามสี่คนหรือบางครั้งกลุ่มนักสืบ มาใช้ในการแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่จะทำให้จุดสนใจกระจัดกระจายและทำลายการไล่เรียงลำดับทางตรรกะ หากยังเป็นการเอาเปรียบผู้อ่าน ถ้ามีนักสืบมากกว่าหนึ่งคน ผู้อ่านก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นนักสืบที่ร่วมทำการกับเขา ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับการให้ผู้อ่านวิ่งแข่งกับทีมวิ่งผลัด❞

●— บัญญัติที่ 10

❝ผู้กระทำผิดต้องเป็นบุคคลที่มีบทบาทอยู่บ้างในเหตุการณ์ นั่นคือ ตัวละครในเรื่องที่ผู้อ่านคุ้นเคยหรืออาจสงสัยว่าเป็นฆาตกร❞

●— บัญญัติที่ 11

❝ผู้ประพันธ์ไม่ควรวางตัวผู้กระทำผิดให้เป็นคนรับใช้ เพราะมันเป็นการตั้งคำถามแบบพวกผู้ดีจนปัญญา หรือเป็นการแก้ปัญหาที่มักง่ายเกินไป ผู้กระทำผิดจักต้องเป็นบุคคลที่ดูแล้วมีคุณค่า หรือโดยปกติแล้วไม่อยู่ในข่ายที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัย❞

●— บัญญัติที่ 12

❝ผู้กระทำผิดต้องมีเพียงคนเดียว ไม่ว่าการฆาตกรรมจะเกิดขึ้นกี่ครั้งก็ตาม ผู้กระทำผิดอาจจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดได้ แต่ความผิดทั้งหมดนั้นต้องอยู่บนบ่าของมนุษย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ความโกรธแค้นทั้งหมดของผู้อ่านจักต้องถูกจัดแจงให้อยู่บนธรรมชาติอันมืดบอดของบุคคลเพียงผู้เดียว❞

●— บัญญัติที่ 13

❝นวนิยายนักสืบไม่มีที่ทางให้กับ คามอร์ร่า (Camorra) มาเฟีย หรือสมาคมลับอื่นใด ฆาตกรผู้มีเสน่ห์และงดงามหลายรายล้วนถูกทำให้เสียคนด้วยสมาคมที่เลวทรามเหล่านี้ แน่นอนว่าฆาตกรควรได้รับโอกาสอันเป็นธรรมบ้าง แต่การเปิดโอกาสให้เขาได้อิงแอบกับสมาคมลับเหล่านี้ก็ดูจะเกินไป ไม่มีฆาตกรผู้มีระดับหรือฆาตกรที่ยังนับถือตัวเองคนใดหรอกที่ต้องการสมาคมเหล่านี้❞

●— บัญญัติที่ 14

❝วิธีฆาตกรรมและวิถีทางในการสืบสวนต้องสมเหตุสมผล และเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์เทียม วิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนจินตนาการล้วนๆ และเครื่องมืออื่นใดที่อาศัยการกะเก็งถือเป็นสิ่งไม่สมควร เมื่อใดที่ผู้ประพันธ์ก้าวสู่อาณาจักรแห่งแฟนตาซี และโลดแล่นไปในความไร้ขอบเขตของการผจญภัย (หรือในแบบนวนิยายของ จูลส์ เวิร์น) เขาผู้นั้นก็อยู่นอกวงของนวนิยายนักสืบในบัดดล❞

●— บัญญัติที่ 15

❝ความจริงของปัญหาต้องปรากฏอย่างแจ่มชัดตลอดเวลา - ภายใต้เงื่อนไขว่านักอ่านมีความฉลาดหลักแหลมพอตัว การกล่าวเช่นนี้หมายความว่าหากผู้อ่านได้ทราบคำอธิบายของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อได้กลับไปอ่านเรื่องราวอีกครั้ง เขาจะพบว่าคำตอบของปัญหาได้แสดงตัวให้เขาเห็นอยู่ตลอดเวลา เงื่อนงำทั้งหลายล้วนพุ่งเป้าไปยังผู้กระทำผิด - และหากว่าเขาฉลาดเท่ากับนักสืบในเรื่อง เขาก็น่าที่จะรู้ความลับก่อนที่จะอ่านหนังสือบทสุดท้ายจบลง❞

●— บัญญัติที่ 16

❝นวนิยายนักสืบไม่ควรมีบทพรรณนาที่ยาวยืด ไม่ควรเสียเนื้อที่ในการประพันธ์ไปกับเรื่องราวนอกประเด็น ไม่ควรมีการวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดลออจนเกินพอดี และไม่ควรมีการสร้างบรรยากาศที่อาจทำให้เกิดอคติ สิ่งเหล่านี้ไม่มีความสำคัญในการสืบหาความจริงของอาชญากรรม หากแต่สิ่งเหล่านี้รังแต่จะทำให้การสืบสวนช้าลง อีกทั้งยังเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายและหลักของนวนิยายนักสืบ นั่นคือการระบุถึงปัญหา วิเคราะห์มัน และนำมันไปสู่บทสรุปที่ถูกต้อง แต่แน่นอนที่สุด การพรรณนารายละเอียดของฉากและตัวละครอย่างพอเหมาะพอควรก็เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้นวนิยายมีความสมจริง❞

●— บัญญัติที่ 17

❝อาชญากรที่มีความเป็นมืออาชีพในนวนิยายนักสืบ ไม่เคยรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาได้ก่อขึ้น อาชญากรประเภทโจรย่องเบาหรือหัวขโมยนั้นเป็นงานของกรมตำรวจ - ไม่ใช่งานสำหรับผู้ประพันธ์นวนิยายนักสืบและนักสืบสมัครเล่นผู้ปราดเปรื่อง อาชญากรรมที่มีเสน่ห์ที่สุดประเภทหนึ่งก็คือ อาชญากรรมที่ก่อขึ้นโดยนักบวชผู้ทรงศีล หรือหญิงชราไร้คู่ครองผู้มีใจกรุณา❞

●— บัญญัติที่ 18

❝อาชญากรรมในนวนิยายนักสืบไม่ควรกลับกลายเป็นเรื่องอุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตาย การจบเรื่องราวของการสืบสวนแบบหักมุมเช่นนี้เป็นการแกล้งที่เกินเลยไปต่อนักอ่านที่ซื่อสัตย์และมีจิตใจอารี❞

●— บัญญัติที่ 19

❝แรงจูงใจในอาชญากรรมทั้งหลายควรเป็นเรื่องส่วนตัว ประเด็นที่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ และการเมืองในสงครามเป็นเรื่องที่อยู่ในนวนิยายอีกจำพวกหนึ่ง - เช่น นวนิยายสายลับ เป็นต้น พูดให้ชัดก็คือว่า เรื่องราวของการฆาตกรรมควรเป็นเรื่องซับซ้อนน้อยกว่านั้น มันควรเป็นการแสดงถึงสิ่งที่อยู่ในประสบการณ์ชีวิตประจำวันของนักอ่าน และนำเสนอ "ที่ทางในการปลดปล่อยความปรารถนาและอารมณ์ที่เก็บกดไว้" ให้นักอ่าน❞

●— บัญญัติที่ 20

❝และ (เพื่อให้บัญญัตินี้มีจำนวนครบ 20 ประการ) ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอเสนอเครื่องมือบางอย่างที่ไม่มีนักประพันธ์นวนิยายนักสืบที่น่านับถือท่านใดใคร่จะใช้มันอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุที่ว่ามันถูกหยิบมาใช้บ่อยจนเกินไปและเป็นที่รู้จักมักคุ้นสำหรับนักอ่านผู้คลั่งไคล้นวนิยายนักสืบอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้ ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่านักประพันธ์ผู้นั้นไร้ซึ่งทักษะและเอกลักษณ์ในการประพันธ์ของตน (ก) ตัดสินตัวตนของผู้กระทำผิดโดยการเปรียบเทียบก้นบุหรี่ที่ทิ้งไว้ ณ ที่เกิดเหตุกับยี่ห้อบุหรี่ที่สูบโดยผู้ต้องสงสัย (ข) การขู่ผู้กระทำผิดให้กลัวโดยการลวงด้วยร่างทรง (ฃ) ลายนิ้วมือที่ปลอมแปลงขึ้น (ค) หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำผิดไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยบุคคลตัวปลอม (ฅ) การที่สุนัขไม่เห่าซึ่งทำให้อนุมานได้ว่าผู้ร้ายคือหนึ่งในบุคคลที่ใกล้ชิดสนิทสนม (ฆ) บทสรุปของการสืบสวนที่มัดตัวฝาแฝด หรือญาติที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับผู้ต้องสงสัย หากแต่แท้จริงแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ (ง) กระบอกฉีดยาจิ๋วหรือยาสลบที่ทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว (จ) อาชญากรรมในห้องปิดตาย (ฉ) การตรวจสอบความสอดคล้องของคำให้การเพื่อหาผู้กระทำผิด (ช) รหัสหรืออักษรลับที่ถูกเปิดเผยและค้นพบจากการสืบสวน❞

— บางส่วนจาก
วารสารหนังสือใต้ดิน (Underground Buleteen) เล่มที่ 12

ฉบับ วรรณกรรมอำพราง
ว่าด้วยแนววรรณกรรมสืบสวนสอบสวน

แปล/เรียบเรียง : ชัยพร อินทุวิศาลกุล

นอกจากข้อวิจารณ์เสนอแนะที่จำกัดรัดกุมขนบวิธีแห่งการประพันธ์นวนิยายนักสืบ ของ เอส. เอส. แวน ไดน์ ที่ผู้แปลได้เรียบเรียงไว้ในวารสารเล่มนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านที่ชื่นชอบหรือสนใจวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนได้ศึกษาจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ทฤษฎีงานเขียนประเภทนี้แล้ว

ภายในเล่มยังอัดแน่นไปด้วยคลังความรู้หลากหลายด้าน หนักหน่วงตั้งแต่สกู๊ปหลักผ่านวารสาร ที่รวบรวมทั้ง บทความ บทสัมภาษณ์ บทกวี เรื่องสั้น ฯลฯ ทั้งของไทยและต่างประเทศ อาทิเช่น

• สืบวงศ์วานการสืบสวน (บทความหลัก)
• ศิลปะฆาตกรรมกับ จอร์จส์ ซิเมอน็อง
• วรรณกรรมอำพราง
• เปิดสำนักรหัสคดี สนทนากับ เรืองเดช จันทรคีรี
• เรื่องสั้นศึกษา ทิศมรณะ ของ ฆอร์เก้ ลุยส์ บอร์เฆส
• เฉลยตอนจบของ ผู้ชนะสิบทิศ ที่ยาขอบไม่ได้เขียน

(เอาใจนักอ่านสายลึกที่อยากจะย้อนไปเห็นจุดเริ่มต้นของงานประเภทสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ)

หากคุณอยากทราบว่า วรรณกรรมรหัสคดี-อำพราง มีหน้าตาเป็นแบบไหน แตกต่างกับวรรณกรรมนักสืบหรือสืบสวนสอบสวนอย่างไร ลองสัมผัสและเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้ที่เล่มนี้ ในราคาที่จับต้องได้เป็นหนังสือเก็บปีลึก เหลืออยู่จำนวนไม่มาก!

รีบซื้อก่อนที่จะเป็นหนังสือหายากในอนาคต...

คลิกสั่งซื้อ วารสารหนังสือใต้ดิน (Underground Buleteen) เล่มที่ 12 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้