3 วิธีเพิ่มศักยภาพการทำงาน ด้วยห้องสมุดในออฟฟิศ

Last updated: Jun 29, 2020  |  335 จำนวนผู้เข้าชม  |  Literature World

3 วิธีเพิ่มศักยภาพการทำงาน ด้วยห้องสมุดในออฟฟิศ

Keynote

  • ต่อยอดความรู้ได้ดีขึ้นจากอ่านวรรณกรรมคลาสสิค
  • จุดประกายความคิดสร้างสรรค์
  • อ่านนวนิยาย เปิดกว้างทางความคิด / แก้ไขปัญหาได้ดี
  • ยิ่งอ่าน ยิ่งมีพัฒนาการด้านอารมณ์ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น 


ในโลกธุรกิจปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ล้วนพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมในสำนักงานของตน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและผ่อนคลายแก่พนักงานมากที่สุด เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย พนักงานก็จะรู้สึกสนุกกับการทำงานมากขึ้น ความเครียดในการทำงานลดน้อยลง ส่งผลให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งผู้บุกเบิกแนวทางของ “Smart Office” แห่งแรกๆ ของโลกก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่าง Google

ที่สำนักงานใหญ่ของ Google ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะมีห้องประชุมที่ออกแบบให้เหมือนบ้านพักตากอากาศ มีโต๊ะพูลและห้องเล่นวิดีโอเกมส์ ห้องรับประทานอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกครบครันแล้ว บริษัท Google ยังเพิ่มห้องสมุดสไตล์อังกฤษเอาไว้ให้พนักงานได้นั่งอ่านหนังสืออีกด้วย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ห้องสมุดหรือหนังสือนั้นมีความสำคัญไม่แพ้องค์ประกอบอื่นๆ ในการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน เนื่องจากหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภทวรรณกรรม สามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะสำคัญ อันจะทำให้พนักงานในบริษัทกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าและสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้
=========

- - ความสำคัญของการอ่านวรรณกรรมในวงการธุรกิจ - - 

ประการที่หนึ่ง สืบเนื่องมาจากความเป็นไปในโลกธุรกิจและเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การมีความรู้ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม นักธุรกิจจะต้องมีความรู้ที่รอบด้าน ทั้งด้านการเงิน การเมือง สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

การอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมคลาสสิคที่มีบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ จึงสามารถช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ที่อาจจะขาดหายไปนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่ เอริก้า แอนเดอร์เซน (Erika Andersen) ผู้ก่อตั้งบริษัท Proteus บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก เคยกล่าวไว้

...การมีพื้นฐานทางวรรณกรรมที่ดี และการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษยชาติอย่างกว้างๆ จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการต่อยอดความรู้ในแขนงอื่นๆ ต่อไป...


=========

ประการที่สอง การอ่านวรรณกรรมยังช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ในบทความ  “If You Want to Succeed in Business, Read More Novels” แอนเดอร์เซนกล่าวไว้ว่า

...ใบบรรดาผู้บริหารที่เธอเป็นที่ปรึกษาให้นั้น คนที่อ่านแต่เพียงสารคดี เช่น บทความ ข่าว หรือหนังสือวิชาการ มีแนวโน้มที่จะมองโลกเป็นระนาบเดียวมากกว่าคนที่อ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดี...

ข้อสังเกตของแอนเดอร์เซนข้อนี้นับว่าสอดคล้องไปกับงานวิจัยจาก The New School of Social Research โดยนักจิตวิทยา เดวิด โคเมอร์ คิดด์ (David Comer Kidd) และ เอมานูเอลเล่ คาสตาโน่ (Emanuele Castano) ที่บ่งชี้ว่า การอ่านนวนิยายช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพราะผู้ที่สามารถเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้นั้นย่อมเป็นผู้ที่เปิดกว้างทางความคิดและไม่มองโลกแต่เพียงขาวดำ โลกทัศน์ของคนเหล่านี้จึงมีหลากหลายมิติ

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นนับว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญข้อหนึ่งของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน เพราะการจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้นั้นจะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้างและมีความคิดยืดหยุ่นเสียก่อน นอกจากนี้ แอนเดอร์เซนยังกล่าวด้วยว่า

...คนที่อ่านนวนิยายหรือวรรณกรรมมักจะสามารถคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาหรือวิธีการกระทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายกว่าคนที่อ่านแต่เพียงสารคดี...


การอ่านงานวรรณกรรมจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยพัฒนาพนักงานในองค์กรธุรกิจให้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นได้
=========

ประการสุดท้าย การอ่านวรรณกรรมสามารถช่วยพัฒนาทักษะด้านอารมณ์ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ก (York University) โดย คีธ โอต์ลีย์ (Keith Oatley) ระบุว่า การอ่านนวนิยายกระตุ้นการทำงานของเส้นทางเดินประสาทในสมองซึ่งช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ที่พบเจอในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และนอกจากนี้ ยังส่งผลให้ผู้อ่านมีทักษะการเข้าสังคมโดยรวมดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยทีมวิจัยกล่าวไว้ว่า

...ยิ่งผู้เข้าร่วมการทดลองอ่านนวนิยายมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกที่สะท้อนออกมาผ่านดวงตา และสามารถเข้าใจความหมายที่อากัปกิริยาของคู่สนทนาบ่งบอกออกมาเป็นนัยๆ ได้ดียิ่งขึ้น...   (The Business Case for Reading Novels)


ความสามารถในการจับสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนข้อนี้นับว่าเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในวงธุรกิจ เมื่อคำนึงถึงว่าในการทำงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับใดย่อมต้องพบปะกับผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งหากมีทักษะด้านอารมณ์ที่ดีก็ย่อมส่งให้ผลให้การดำเนินงานสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และยังสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างเสริมมิตรภาพที่ดีในองค์กร ทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกอันเฉียบแหลมที่เกิดจากการฝึกฝนผ่านการอ่านวรรณกรรมยังจะช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถจับสังเกตความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น จับสังเกตได้ว่าลูกค้าเริ่มมีบางอย่างที่ไม่พอใจ หรือคู่ค้าทางธุรกิจมีพิรุธปิดบัง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สามารถคลี่คลายสถานการณ์ยุ่งยาก และทำให้การดำเนินงานของบริษัทโดยรวมดำเนินต่อไปได้ราบรื่นขึ้น
=========

ด้วยเหตุนี้ การมีห้องสมุดหรือชั้นวางหนังสือที่อัดแน่นไว้ด้วยวรรณกรรมชั้นเลิศจึงสามารถช่วยเสริมสร้างความรู้ให้แก่พนักงานในองค์กร ช่วยเพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะที่สำคัญสำหรับการทำงานในวงการธุรกิจ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับการพัฒนาขึ้นไปให้สูงอีกขั้นได้

การเพิ่มวรรณกรรมเข้าในสำนักงานให้พนักงานทุกคนมีโอกาสได้ลองหยิบมาอ่าน จึงเปรียบเสมือนการเสริมเติมส่วนที่อ่อนให้เข้มแข็งขึ้น หรือเสริมส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่องค์กรหรือบริษัทจะสามารถพัฒนาจากทุกระดับของโครงสร้างไปสู่ความสำเร็จที่เหนือชั้น
==============================

บทความอื่นๆ ที่คุณน่าจะชอบ

1. เราอ่านหนังสือเพื่ออะไร?
2. มีหนังสือในบ้านแล้วลูกจะฉลาด
3. ทำไมหนังสือถึงเป็น 'เครื่องบันทึกประวัติศาสตร์'
==============================

สนใจ หนังสือวรรณกรรมชั้นดีหลากหลายประเภท เราจัด SET ไว้ให้แล้ว

แนะนำ Book Set
1. Set 8 เล่ม เปลี่ยนชีวิต สร้างจินตนาการ
2. Set 6 เล่ม ปลุกพลังสร้างสรรค์ในตัวคุณ
3. Set 9 บทเรียน ความหมายของชีวิต
4. 8 เล่มครบทุกชุดงาน ครบทุกอรรถรส
==============================

เชิญเลือกซื้อชุดหนังสือในราคาพิเศษ 

MID-YEAR SALE คลิกเลือกซื้อได้ทันทีที่ https://bit.ly/3dieuVI

Powered by MakeWebEasy.com