22 เรื่องจริงของ Kate Chopin สตรีผู้กล้าพูดเรื่องความปรารถนาของผู้หญิง ในยุคที่สังคมสั่งให้เธอเงียบ!

Last updated: 14 Jun 2026  |  17 Views  | 

22 เรื่องจริงของ Kate Chopin สตรีผู้กล้าพูดเรื่องความปรารถนาของผู้หญิง ในยุคที่สังคมสั่งให้เธอเงียบ!

22 เรื่องจริงของ เคท โชแปง (Kate Chopin: 1850-1904)

สตรีผู้ประพันธ์ การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า (The Awakening)

วรรณกรรม 'เพชรน้ำเอกแห่งอเมริกา' ที่ทำให้เธอหลับใหลไปเกือบกว่าศตวรรษ!
..,

1. สายเลือด ไอริช + ฝรั่งเศส : สัญชาติ อเมริกัน

️เคท โชแปง (Kate Chopin: 1850-1904) หรือชื่อเดิม แคทเธอรีน โอ ฟลาเออร์ตี (Catherine O'Flaherty) เกิดวันที่ 8 ก.พ. ค.ศ. 1850 ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา
️เป็นบุตรคนที่สองของ นายโธมัส โอฟลาเออร์ตี (Thomas O'Flaherty) พ่อค้าผู้มั่งคั่งจากไอร์แลนด์ และ นางอีไลซา ฟาริส (Eliza Faris) ซึ่งสืบเชื้อสายฝรั่งเศสจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเซนต์หลุยส์

2. สังคมครีโอล (Creole)

️เธอเติบโตมาด้วยการพูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ปนเปกับวัฒนธรรมยุโรปและอเมริกา โดยพำนักอยู่ในย่านชุมชนครีโอล (Creole) ซึ่งเป็นชุมชนคนผิวขาวที่สืบเชื้อสายฝรั่งเศสจากบรรพบุรุษที่มาตั้งรกรากในอเมริกา
️โลกของคนครีโอลเต็มไปด้วยมารยาท ศาสนา เกียรติ ชื่อเสียงตระกูล การแต่งงานที่เหมาะสม ฯลฯ
️แต่ภายใต้ความหรูหราเหล่านั้น กลับมีแรงกดทับมหาศาล และเคทเห็นมันตั้งแต่เด็ก

3. เธอถูกเลี้ยงดูโดย 'ผู้หญิงหม้ายผู้เข้มแข็ง' และในบ้านที่แทบไม่มีผู้ชาย

️บิดาเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อเธออายุ 5 ขวบ
️นับแต่นั้นมา ผู้หญิงในบ้าน เช่น คุณทวด คุณยาย และมารดา จะเป็นผู้ดูแลเธอ (ทั้งหมดล้วนเป็นหม้าย)
️ทวดของเคทพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส และสอนให้เธอเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง โดยมักเล่าเรื่องราวในอดีตให้เธอฟัง โดยเฉพาะเรื่องของผู้หญิงแกร่งในตระกูล เช่น ยายทวดที่เป็นนักธุรกิจในรัฐมิสซิสซิปปี

4. บ้านของเธอมีทาส

️แม้ว่าบ้านของเธอจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมให้รู้จักกับ 'ความเข้มแข็ง' และ 'ความโดดเดี่ยว' จากการสูญเสีย
️แต่การที่บ้านของเธอมีทาสถึง 4 คน ก็เป็นหนึ่งในด้านที่ทำให้งานของเธอมีความย้อนแย้งแบบอเมริกายุคนั้นอย่างชัดเจน
️ภายหลังเธอจึงเขียนถึงคนยากจน คนผิวดำ และอดีตทาสด้วยความเป็นมนุษย์ที่สมจริง

5. เคท โชแปง เป็นนักอ่านตัวฉกาจ/เปี่ยมด้วยการศึกษารอบด้าน

️ในยุคที่เด็กผู้หญิงน้อยคนจะได้เรียนหนังสือ เคทเข้าโรงเรียนสตรีคาทอลิกชื่อ St. Louis Academy of the Sacred Heart
️เธอเรียนภาษาเยอรมัน วิทยาศาสตร์ วรรณคดี เย็บปักถักร้อย และเล่นเปียโนเก่ง
️เธออ่านทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส — นิทานกริมม์, ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน, บทกวี, เรื่องสอนใจศาสนา, เรื่องสำหรับเด็ก โดย ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ | นิยายคลาสสิคและร่วมสมัย ผลงานของ ชาร์ลส์ แลมบ์, ชาโตบริอองด์, เกอเธ่, วิคเตอร์ อูโก และ เฮนรี วาดส์เวิร์ท ลองเฟลโลว์

6. เด็กหญิงผู้ต่อต้านการแบนหนังสือ

️ครั้งหนึ่งเคทเขียนบทความต่อต้านการแบนหนังสือเยาวชน เธอบอกว่าเด็กส่วนใหญ่เห็นว่าหนังสือที่ถูกแบนน่าอ่าน
️และเธอเชื่อว่าเยาวชนเรียนรู้ได้ดีที่สุดด้วยตัวเองจากประการณ์และการสังเกต
️กระทั่งเธอชี้ว่า 'การยัดเยียดคำสอนบางอย่างเป็นการปล้นชิงสติปัญญาของเด็กไป'

7. วัย 18 ปี กับ 'การออกงานสังคม' ที่เธอเกลียด...

️เมื่อเคทเรียนจบในวัยสิบแปดปีก็ถึงเวลาต้องออกงานสังคมเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสม
️แต่เธอแอบเขียนในบันทึกว่า

ทั้งหมดช่างน่ารำคาญ — ฉันอยากให้มันจบเสียที ฉันเพิ่งได้เขียนลงสมุดเป็นครั้งแรกในช่วงหลายเดือน งานปาร์ตี้ โอเปร่า คอนเสิร์ต การเล่นสเกต และงานรื่นเริงไม่รู้จบสิ้น ทำฉันเสียเวลาไปมาก การอ่านและการเขียนที่ฉันรักมาต้องถูกทอดทิ้ง และเขียนต่ออีกว่า ฉันเต้นรำกับคนที่ฉันชัง สนุกกับผู้ชายที่มีดีแต่ที่ปลายเท้า

️กระทั่ง เธอมองศิลปะการเข้าสังคมอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยประโยคที่เธอแสดงความเห็นอย่างปรัชญาแบบเจ็บแสบว่า ไม่จำเป็นต้องมีวาทศิลป์...เราแค่ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าให้ดูพึงใจและผิดหวัง แปลกใจ ขัดใจ แต่ในทุกสถานการณ์ — ต้องทำท่าสนอกสนใจและสนุกสนาน

8. ชีวิตช่วงแต่งงาน

️เมื่อเคทอายุ 20 ปี เธอได้แต่งงานกับ ออสการ์ โชแปง (Oscar Chopin) บุตรชายวัย 25 ปีของชาวไร่ฝ้ายเชื้อสายครีโอล-ฝรั่งเศส ผู้ร่ำรวยจากรัฐลุยเซียนา
️หลังจากฮันนีมูนนานสามเดือนที่ยุโรป ทั้งคู่ก็กลับมาพำนักในเมืองนิวออร์ลีนส์ โดยออสการ์ประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าค้าฝ่าย
️เธอมีลูกคนแรกหลังแต่งงานหนึ่งปี ในหน้าร้อนเคทมักพาลูกๆ ไปพักผ่อนที่เกาะแกรนด์-สถานที่พักผ่อนที่ชาวครีโอลชั้นสูงนิยมไปเที่ยวเพื่อหนีฤดูระบาดของโรคอหิวาต์และไข้ในเหลืองในนิวออร์ลีนส์ ต่อมาเคทใช้เกาะแห่งนี้เป็นฉากใน The Awakening

9. ลูก 6 คน และสภาพหลังสงครามกลางเมือง

️หลังสงครามกลางเมือง ชีวิตผู้คนในรัฐลุยเซียนาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนประชากรในรัฐนี้เคยมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ
️แต่บัดนี้ มีรายได้ติดอันดับต่ำของประเทศ สงครามกวาดทรัพย์สินหนึ่งในสามของรัฐและทำลายเศรษฐกิจการเกษตรที่เคยใช้ระบบแรงงานทาส บ้านไร่โรงนาถูกทิ้งร้างทรุดโทรม
️ส่งผลต่อครอบครัวโชแปงเช่นกัน — เมื่อเคทอายุ 29 ปี ธุรกิจของออสการ์ขาดทุนจนต้องปิดตัวลง ทั้งครอบครัวตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของสามีที่คลูติเยวิลล์ เขตแนตเคอทัช ทางตะวันตกตอนเหนือของลุยเซียนา ห่างจากนิวออร์ลีนสืประมาณ 418 Km
️ในปีนี้ เคทคลอดลูกสาวคนที่หกคนสุดท้อง ขณะเดียวกันออสการ์ก็ซื้อบ้านสองชั้น กู้เงินมาซื้อร้านของชำและบริหารไร่เล็กๆ หลายแห่ง

(ที่คลูติเยวิลล์ เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงเจ็ดร้อยคน มีแต่ท้องทุ่งและถนนกรำฝุ่นสายยาวเพียงสายเดียว มีทั้งคนผิวขาวและผิวดำ มีชาวครีโอลและชาวเคเจนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ซึ่งสืบเชื้อสายจากผู้ตั้งรกรากจากอะเคเดียในอเมริกาเหนือ ต่อมาเคทใช้สภาพแวดล้อมที่ลุยเซียนา เขตแนตเคอทัช เป็นฉากภายในเรื่องสั้นหลายเรื่อง รวมทั้งนิยายเรื่อง At Fault : 1890)

10. สามีปฏิบัติต่อเธอในฐานะ 'หญิงปัญญาชน'

️ออสการ์ปฏิบัติต่อเคทในฐานะที่เป็นปัญญาชนและค่อนข้างตามใจภรรยา
️เขาไม่ตำหนิที่เธอชอบดื่ม สูบบุหรี่ ขี่ม้า แต่งกายโดดเด่นกว่าผู้หญิงในแถบที่อยู่อาศัย เดินท่องเที่ยวไปตามเมือง หรือนั่งรถไฟไปไหนต่อไหนเพียงลำพัง

(ในช่วงนี้ เคท โชแปง หันมาอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และสนใจความคิดของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน, โทมัส ฮักซ์ลีย์ และ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์)

11. ความสัมพันธ์ใหม่หลังการจากไปของสามี

️ออสการ์เสียชีวิตลงด้วยโรคมาลาเรีย ขณะเคทอายุ 32 ปี และทิ้งหนี้ก้อนใหญ่เอาไว้ให้ แต่เธอก็สามารถบริหารกิจการของสามีต่อไปและสามารถชำระหนี้ได้เกือบทั้งหมด
️หลังจากนั้น เธอก็มีความสัมพันธ์กับชาวไร่ที่แต่งงานแล้วคนหนึ่ง ชื่อ อัลแบรต์ แซมพิเท จนทำให้ภรรยาของแซมพิเทอ้างว่า เคททำลายชีวิตสมรสของทั้งคู่
️ต่อมาเคทเขียนเรื่องสั้นชื่อ Loka มีตัวละครเอกเป็นหญิงร้ายกาจอัปลักษณ์ที่มีชื่อเหมือนภรรยาของแซมพิเท

(อาจารย์วรรณกรรมให้ความเห็นว่า แซมพิเทอาจเป็นที่มาของตัวละคง อัลเซ ใน The Awakening เนื่องจากหากเขียนซื่อสกุลย่อแล้วจะได้ว่า "Al. S-----é")

12. ย้ายกลับมาตุภูมิ เพื่อมาพบความตายของผู้เป็นแม่?

️สองปีหลังจากสามีตาย เคทขายกิจการทุกอย่างแล้วย้ายกลับไปเซนต์หลุยส์ตามคำชวนของแม่ ตอนนั้นเซนต์หลุยส์เป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการค้า ซึ่งต่างจากเมืองที่เธออยู่
️หนึ่งปีต่อมา เมียของเคทก็เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นเคทต้องเลี้ยงลูกหกคนเพียงลำพัง โดยบุตรคนโตมีอายุสิบสี่ปี
️หลังแม่ของเธอจากไปไม่กี่เดือน เคทตัดสินใจซื้อบ้านสองชั้นด้วยเงิน 1 หมื่น 8 พันเหรียญ ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย

13. แพทย์เพื่อนสนิทแนะนำให้เขียนหนังสือระบายความเศร้า

️เฟรเดอริค โคลเบนเฮเยอร์ (Frederick Kolbenheyer) แพทย์ประจำตัวหัวก้าวหน้าที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิท
️เขาเป็นคนที่ปฏิเสธนรกสวรรค์และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งผลักดันให้เคทละทิ้งความเชื่อทางศาสนาคาทอลิกด้วย และแนะนำให้เธอเพื่อช่วยระบายความเสียใจ
️อีกทั้ง การเขียนหนึ่งสือจะช่วยให้เคทมีรายได้เพิ่มเติม เพราะนักเขียนสมัยนั้นได้ค่าบทกวีประมาณเรื่องละ 15-35 เหรียญ หากเขียนนวนิยายก็จะได้เงินหลายร้อยเหรียญ

(อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของเคทมาจากการเก็บค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ลุยเซียนาและเซนต์หลุยส์)

14. อิทธิพลของ กีย์ เดอ โมปัสซังต์ ต่อ เคท โชแปง

️นักเขียนที่เคทชื่นชมคือ กีย์ เดอ โมปัสซังต์ (Guy de Maupassant: 1850-1893)
️ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสที่มีอายุเท่ากับเคท เธอชื่นชมถึงขนาดเคยแปลเรื่องสั้นหลายเรื่องของเขาเป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์ในนิตยสาร
️และเธอเขียนถึงเขาในบันทึกว่า นี่คือชีวิต ไม่ใช่นิยาย...นี่คือผู้ชายที่หลุดพ้นจากขนบธรรมเนียมและอำนาจ คนที่เข้าไปในตัวเอง และมองดูชีวิตผ่านชีวิตของเขาด้วยดวงตาของเขา และบอกเล่าสิ่งที่เขาเห็นให้เราฟังอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา

15. นิตยสาร: พื้นที่บทกวีและเรื่องสั้น

️เคทเริ่มเขียนบทกวีไปตีพิมพ์ที่นิตยสารในปี 1889 ตอนนั้นเธออายุได้ 39 ปี
️หลังจากนั้นเธอเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนทางใต้ของลุยเซียนาลงในนิตยสารชั้นนำต่างๆ ซึ่งเธอเขียนทั้งเรื่องสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
️เรื่องสั้นของเคทติดตลาด เพราะแนววรรณกรรมยอดนิยมในยุคนั้นคือเรื่องราวที่มีสีสันของความเป็นท้องถิ่น อีกทั้งเขียนดีมากและรวมสมัยแม้จะอ่านในวันนี้

16. เรื่องสั้นที่โด่งดังของ เคท โชแปง

️เรื่องสั้นที่โด่งดังตีพิมพ์ต่างกรรมต่างวาระกันแต่ก็สามารถสร้างชื่อให้แก่เธอในฐานะ นักเขียนหญิงผู้หนึ่ง
️เช่น Desiree's Baby (1892), The Story of an Hour (1894), A Respectable Woman (1894), Athénaïse (1895) และ A Pair of Silk Stockings (1896)
️ต่อมาเรื่องสั้นของเธอได้รวมเล่มในชื่อ Bayou Folk (1894) และ A Night in Acadie (1897) ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์

17. ชุมนุมบ่ายพฤหัสฯ

️เคทเป็นสตรีผู้มีรสนิยมอย่างมาก เธอชอบดนตรี เต้นรำ และชอบสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับปัญญาชน ช่วงต้นทศวรรษ 1890
️เคทจัดงานพบปะผู้คนในแวดวงวรรณกรรมที่บ้านของเธอตอนบ่าย วันพฤหัส ซึ่งบรรดากวี นักเขียน บรรณาธิการ และศิลปีนจะมาพูดคุยสังสรรค์กัน
️เฟลีกซ์ลูกชายของเคท กล่าวว่า เป็นการชุมนุมของกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้า ผู้คนที่เชื่อในเสรีภาพทางปัญญา และมักจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าแปลกประหลาด

('ชุมชุนบ่ายพฤหัสฯ' ที่กล่าวมานี้ ยังปรากฏอยู่ในเรื่อง The Awakening อีกด้วย)

18. ต้นฉบับที่ไร้การแก้ไข/นิยายเรื่องแรกที่ควักเงินตัวเองตีพิมพ์ และเรื่องที่สองที่ถูกทำลายทิ้ง

️เคทมักเขียนเรื่องของเธอรวดเดียวจบโดยแทบไม่แก้ไข เธอเขียนงานในห้องนั่งเล่น และเขียนงานสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองวัน ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการเลี้ยงลูก
️นิยายเรื่องแรกของเธอคือ At Fault (1890) ซึ่งเธอลงทุนตีพิมพ์ด้วยเงินตัวเอง แต่ก็ล้มเหลว เป็นเรื่องของหม้ายหญิงคาทอลิก ที่ตัดสินใจว่าควรรับรักนักธุรกิจผู้ผ่านการหย่าร้างหรือไม่
️เธอเขียนนิยายเรื่องที่สองชื่อ Young Dr. Gosse แต่เธอทำลายต้นฉบับไป หลังจากไม่มีสำนักพิมพ์ใดตีพิมพ์

19. The Awakening (การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า) แผลใหญ่ในสังคมอเมริกัน

️เคทเขียน The Awakening ในปี 1897 ตัวละครเอก คือ เอ็ดน่า ซึ่งเป็นภรรยาและแม่ที่ไม่พึงใจในชีวิตของตน และได้ตระหนักรู้ว่าตนต้องการอะไร
️นิยายเรื่องนี้พิมพ์ใน ปี 1899 และได้รับเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ในแง่ลบ บ้างว่าโสมม เป็นโรคภัย บ้างว่าเป็นพิษ และไม่เหมาะสมกับหญิงสาว ผิดศีลธรรม
️กล่าวคือ นักเขียนนักวิจารณ์และนักอ่านส่วนใหญ่ในสังคมอเมริกันชนสมัยนั้น ที่ได้สัมผัสต่างลงความเห็นอย่างดูถูกดูแคลน เพราะกำลังมองว่า ผู้หญิงไม่สมควรจะมีความคิดเฉกเช่นนี้

(ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว 'ความคิดเช่นนี้' หาใช่ความผิดบาปมหันต์อันใดไม่เลย!)

เคทเจ็บปวดไม่น้อยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เธอเก็บเนื้อเก็บตัว และเขียนเรื่องสั้นอีกเพียงไม่กี่เรื่องหลังจากนั้น (ผลิตงานน้อยลง) สำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะพิมพ์รวมเรื่อง สั้นของเธออีก ด้วยเกรงว่าเนื้อหาเรื่องความรักและเพศในงานเขียนของเธอโจ่งแจ้งเกินไป รวมเรื่องสั้นเล่มที่สามของเธอในชื่อ A Vocation and a Voice ตีพิมพ์ในปี 1991 หลังจากเธอเสียชีวิตถึงแปดสิบเจ็ดปี
เคทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1904 จากอาการตกเลือดในสมองหลังจากไปเที่ยวงานเซนต์หลุยส์เวิลดส์แฟร์ เมื่อเธออายุห้าสิบสี่ปี

20. Effect ที่ตามมาทำลายชีวิตเธอ

️เคทเจ็บปวดไม่น้อยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เธอเก็บเนื้อเก็บตัว และเขียนเรื่องสั้นอีกเพียงไม่กี่เรื่องหลังจากนั้น (ผลิตงานน้อยลง)
️หลายสำนักพิมพ์เลือกที่จะปฏิเสธการตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นของเธออีก ด้วยเกรงว่าเนื้อหาเรื่องความรักและเพศในงานเขียนของเธอจะโจ่งแจ้งเกินไป
️และ'พันธะเหล่านี้' ก็ส่งผลให้รวมเรื่องสั้นเล่มที่สามของเธอในชื่อ A Vocation and a Voice เพิ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1991 ซึ่งหลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว 87 ปี

21. ผลงานที่ถูกกลบไปพร้อมศพของเธอ

️เคท โชแปง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1904 จากอาการตกเลือดในสมองหลังจากไปเที่ยวงานเซนต์หลุยส์เวิลดส์แฟร์ เมื่อเธออายุ 55 ปี
️ด้วยเหตุนี้ The Awakening วรรณกรรมเพชรน้ำเอกจึงถูกกลบฝังไปพร้อมกับเธอ เยี่ยงมหาอัญมณีที่เลอค่าถูกฝังไปพร้อมกับพระศพแห่งมหาเทพีคลีโอพัตราฉะนั้น!
️กระทั่ง งานเขียนเรื่องอื่นๆ ก็ถูกนำลงไปประดับ 'สุสานวรรณกรรม' อีกด้วย ทั้งที่ควรได้ประดับ 'โลกวรรณกรรม'...

22. การตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากตายไปเกือบศตวรรษ

️งานเขียนของ เคท โชแปง ถูกลืมเลือนไปเกือบศตวรรษ จนกระทั่ง เพอร์ เซเยอร์สเต็ด (Per Seyersted)ได้นำงานเขียนมารวมเล่มและเขียนถึงชีวประวัติของเธอ ในปี 1969 เขากล่าวว่าเคท เป็นผู้นำของวรรณกรรมอเมริกัน
️ส่วน เอมิลี ทอร์ธ กล่าวว่า ฉันอ่านงานของเธอครั้งแรกเมื่อได้หนังสือ The Awakening จากผู้หญิงที่บอกฉันว่า 'เธอควรอ่านเล่มนี้' และคำถามข้อใหญ่ที่เราถามตัวเอง ก็คือ เคท โชแปง รู้ทั้งหมดนี้ได้อย่างไรในปี 1899
️เคทเสียชีวิตโดยไม่รู้ว่า ปัจจุบันผู้คนชื่นชมยกย่อง และศึกษางานเขียนของเธอ และเห็นว่าเธอเป็นหนึ่งในนักเขียน ที่ 'มาก่อนกาล'

(ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง...ที่งานเขียนฉบับหนึ่ง ไม่สามารถตอบสนองพระคุณผู้ให้กำเนิดมันได้ในยามที่มีชีวิตอยู่ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมันตั้งใจจะอกตัญญูโดยนิสัย แต่เพราะยุคสมัยไม่อาจมีอะไรมารองรับสำหรับความเข้าใจ 'การตื่นขึ้น' นี้ได้ แม้กระทั่งทฤษฎี นอกเสียจากจารีตและศีลธรรมที่คร่ำคร่าอันสืบทอดมาตั้งแต่บรรพกาล! )
=====

คลิกสั่งซื้อ การตื่นขึ้นของเอ็ดน่า (The Awakening)



=====

หรือคลิกสั่งซื้อ Set วรรณกรรมในวงเล็บ ครบชุด
ในราคาสุดประหยัด

Powered by MakeWebEasy.com
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy  and  Cookies Policy